“ความเสี่ยง” เลี่ยงไม่ได้...แต่รับมือได้ด้วยการ “จัดพอร์ต” ให้เหมาะสม !!!
Where2put Ur Money: “ตลาดหุ้น” ช่วงนี้เจอความผันผวนสูงมาก ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ทั้ง ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ ที่นำไปสู่การใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งยังไม่คลี่คลาย ในอีกด้าน ‘นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ’ ก็ปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดสินทรัพย์ที่นักลงทุนกำลังจับตามอง รวมถึง ‘สถานการณ์ Covid-19’ ในหลายประเทศที่ยังรุนแรง เช่น จีนและฮ่องกง
“เช่นเดียวกับการเมืองในประเทศไทยที่เริ่มกลับมามีความไม่ชัดเจนในเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งหมด ล้วนเป็นตัวแปรที่กดดันตลาดต่อเนื่อง และมีผลต่อการการตัดสินใจของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ‘ความเสี่ยง’ ของตลาดเป็นปัจจัยที่อยู่คู่กับการลงทุนตลอดเวลาซึ่งเราไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่สามารถรับมือได้ด้วย ‘จัดพอร์ต’ การลงทุนให้เหมาะสม”
“KTBST SEC” วิเคราะห์หุ้นกลุ่มที่มีความสามารถในการเติบโตในปีนี้ ด้วยการพิจารณาปัจจัยใน เรื่อง รายได้ของธุรกิจที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการเติบโตได้ต่อ และมีแนวโน้มที่อัตรากำไรและราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น จึงเป็นที่มาของหุ้น 3 Theme เด่นในปีนี้ ได้แก่ “Theme Infant, Teenage และ Reborn”
เริ่มที่ “Theme Infant” หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่เปรียบเหมือน "เด็กทารก" ที่กำลังอยู่ระยะเริ่มต้น (Early Stage) แต่มีโอกาสเติบโตสูงและอยู่ในกระแส Mega Trend แม้ว่าผลประกอบการในปีที่ผ่านมาจะยังไม่โดดเด่น แค่คาดว่าในปี 2022 จะเริ่มรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมใหม่ ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี (New S Curve) ได้แก่
1) กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นทยอยประกาศหยุดการพัฒนารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปหันมาพัฒนา EV ขณะที่ความต้องการรถ EV ทั่วโลก เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจากกระแสของการใช้กระแสพลังงานสะอาดและการรักษ์โลก ทำให้รัฐบาลสนับสนุนผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและผู้บริโภคในประเทศ ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
2) ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับดิจิตอลบนระบบและบริการที่หลากหลาย (Digital Ecosystem) ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ ‘Cryptocurrency’ หรือ ‘สกุลเงินดิจิทัล’ จากมูลค่าตลาดของ Cryptocurrency ทั่วโลกแตะระดับ 1.7 ล้านล้านเหรียญฯ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการยอมรับเพื่อการใช้ Digital Token ในการทำธุรกรรมต่างๆ มีเพิ่มขึ้น

“โดยบริษัทจดทะเบียนไทยเร่งพัฒนาในด้าน ‘Exchange Platform’ อย่าง บริษัท Bitkub ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และมีเป้าหมายบัญชีผู้ใช้ 7 ล้านบัญชี ในปี 2022 เช่นเดียวกัน Token สัญชาติไทยที่ได้พัฒนาต่อเนื่องอย่าง JFIN ที่มีจำนวนกระเป๋าเงินดิจิตอล (Wallet) ของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นสะท้อนถึง Digital Ecosystem ที่กำลังโตภายใต้กฎระเบียบของสำนักงาน ก.ล.ต.”
“Theme Teenage” กลุ่มธุรกิจที่เปรียบเหมือน "วัยรุ่น" ที่กำลังโต มีกำไรเติบโตติดต่อกัน (Growth) ไม่น้อยกว่า 5ไตรมาส และสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว อีกทั้งมีมุมการเติบโตในปี 2022-2025 ที่อยู่ในขาขึ้น มีการขยายธุรกิจด้วยการควบรวม (M&A) เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มช่องทางการให้บริการใหม่ๆ
“กลุ่มนี้ได้แก่ ‘Logistics’ ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณการขนส่งตามการส่งออก-นำเข้าที่โตขึ้นทุกปีของธุรกิจ E-Commerce ทำให้การขนส่งสินค้าทางเรือ, รถ รวมถึงเครื่องบิน แม้ว่ายังไม่อยู่ในภาวะที่ปกติแต่เศรษฐกิจทั่วโลกที่ฟื้นตัวจึงหนุนให้ค่าระวางการขนส่งเพิ่มขึ้น”
สุดท้ายคือ “Theme Reborn” คือ หุ้นในอุตสาหกรรมที่พลิกฟื้นกลับมาใหม่ (Recovery) กลุ่มนี้จะเห็นว่าในช่วง 2-5 ปี ที่ผ่านมามีกำไรลดลงหรือไม่มีการเติบโตจากการแข่งขัน และเกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจ (Disruption) ทั้งในด้านเทคโนโลยี, การแข่งขันด้านราคาและสถานการณ์ Covid-19 ที่ทำให้การบริโภคชะลอตัวลง แต่คาดว่าจากปี2022 เป็นต้นไปแนวโน้มกำไรจะกลับเติบโตดี จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจใหม่ (Transformation) กลุ่มเด่นได้แก่
1) ธนาคาร หลังจากเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ เน้นเพิ่มรายได้จากบริการใหม่ ทำให้สินเชื่อกลับมาเติบโต มีแนวโน้มหนี้เสีย (NPL) ลดลงและทยอยลดการตั้งสำรอง
2) ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (Mobile Operator) แนวโน้มจำนวนผู้ใช้งาน (Active User) ระบบ 5G และจำนวนผู้ใช้ Internet of Things (IOT) ที่เพิ่มขึ้นหนุนรายได้ให้กลับมาเติบโต ทำให้รายได้เฉลี่ยจาการใช้งานต่อคนเพิ่มขึ้น 10-15% และการควบรวมของ TRUE & DTAC ทำให้การแข่งขันด้านราคาของอุตสาหกรรมลดความร้อนแรงลง และลดความร้อนแรงในการประมูลคลื่นความถี่ในอนาคต
แม้ว่า “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เวลานี้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อ “ตลาดหุ้นไทย” มากนัก แต่ทำให้มีความผันผวนตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะเป็นตลาดที่ต่างชาติให้ความสนใจในช่วงนี้ การเลือกหุ้นใน “Theme” ที่มีปัจจัยบวกสนับสนุนการเติบโต น่าจะเป็นการลงทุนกับที่สามารถ ‘เอาชนะความผันผวน’ ของตลาดที่มาจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศได้ในปีนี้
