Official Update :

คาด “Impact Fund”…จ่อเข้ามาเป็นทางเลือก ‘ด้าน ESG’ เพิ่มเติมในอนาคต !!!

ธีม การลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainable Investing)” หนึ่งใน “Mega Trend” ของโลกที่ภาพชัดเจนยิ่งขึ้นหลังการขึ้นมาครองตำแหน่งประธานธิบดีสหรัฐคนที่46 ของ โจ ไบเดน


แต่ภาพนี้แท้จริงมีมานานแล้วในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งปัจจุบันได้ถาโถมเป็นกระแสหลักออกไปในกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน


ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งที่สามารถก้าวขึ้นมายืนเป็นอีกหนึ่ง “Mega Trend” ในโลกการลงทุนได้อย่างเต็มตัว


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีสถิติและข้อมูลที่น่าสนใจในช่วงไตรมาสที่1/21 ที่ผ่านมา จาก “Morningstar” มาฝากกัน





กองทุนยั่งยืนไตรมาสที่1/21 มีสินทรัพย์สุทธิ 5.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากสิ้นปี20

จากข้อมูลของ บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรช (ประเทศไทย)” ระบุว่า การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investing)มีการเติบโตอย่างชัดเจนในปีนี้ โดยสิ้นไตรมาสที่1/21 มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 5.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากสิ้นปี 2020 โดยในปีนี้มีกองทุนเปิดใหม่ 15 กองทุน รวมมูลค่าเกือบ 8 พันล้านบาท โดยทั้งหมดเป็น การลงทุนต่างประเทศ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนั้นมีส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ ‘Feeder Fund’ ที่อาจเน้นธุรกิจพลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน หรืออาจเป็นกองทุนที่ให้ความสำคัญทั้ง 3 ด้านของ ESG โดยรายชื่อกองทุนพร้อมกับชื่อกองทุนที่กองทุนไทยไปลงทุน ดังนี้




ในภาพรวมกองทุน ‘Master Fund’ หลายกองทุนมีผลตอบแทนที่สูงมาก เช่น BNP Paribas Energy Transition, iShares Global Clean Energy ETF, BGF Sustainable Energy ซึ่งมีผลตอบแทน 1 ปีมากกว่า 90% หรือผลตอบแทนมากกว่า 20% ต่อปี ในรอบ 3 ปี โดยทั้ง 3 กองทุนที่ได้กล่าวถึงมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน เช่น การพัฒนา/วางระบบพลังงานแสงอาทิตย์, เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง, ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานน้ำ/พลังงานลม เป็นต้น



การลงทุนแบบยั่งยืน”...ยังแบ่งย่อยได้อีก-แต่นักลงทุนไทยอาจยังไม่คุ้นเคย

ทั้งนี้หากไปดูที่กองทุนจากทั่วโลกที่เน้นลงทุนด้าน “Renewable Energy” จะพบว่ามีผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงถึง 107% หรือ 17.6% ต่อปีในรอบ 5 ปี ทำให้การลงทุนประเภท “Environmental Sector Fundมีผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปี และ 5 ปี ที่ 80.1% และ 14.4% ต่อปี ตามลำดับ






อย่างไรก็ดีนอกจากกองทุน ESG’ แล้วยังมีการลงทุนอย่างยั่งยืนอีกประเภทหนึ่งที่อาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในประเทศไทย คือการลงทุนที่ สร้างผลกระทบเชิงบวก ในด้านต่างๆ หรือ ‘Impact Fund’ ซึ่งมีกองทุนลักษณะนี้ทั่วโลกกว่า 1,700 กองทุน โดยการลงทุนจะคำนึงถึงประเด็นตัวอย่าง เช่น ความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ, Low Carbon/ fossil-fuel free, การพัฒนาชุมชน/สังคมหรือด้านอื่นๆ ที่อาจอ้างอิงมาจาก U.N. Sustainable Development Goals (UNSDG) 17 ข้อ มูลค่าทรัพย์สิน 5.3 ล้านล้านบาทหรือมากกว่ามูลค่าทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยเสียอีก โดยในช่วงที่ปีที่ผ่านมา กองทุนประเภท Impact Fund นี้มีผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปีที่ 35.1% และ 5 ปีที่ 7.6% ต่อปี ตามลำดับ



“Impact Fund”
มีโอกาสที่บลจ.ต่างๆ จะนำเสนอให้กับนักลงทุนไทยในอนาคต

ทาง “Morningstar” ยังกำหนดคุณลักษณะ การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investment)” เป็น 3 กลุ่มคือ 

1.ESG fund: ESG Incorporation

2.Impact Fund: Gender& Diversity, Low Carbon/Fossil-Fuel Free, Community Development, Environment, Other Impact Themes

3.Environmental Sector Fund: Renewable Energy, Water-Focused, General Environmental Sector


สำหรับกองทุน ESG ส่วนใหญ่ยังเป็นภาพรวมเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกการลงทุนเรายังแบ่งได้เป็นอีก 3 ประเภทหลัก ซึ่งตรงนั้นก็มองว่าเป็นอีกโอกาสที่บลจ.ต่างๆ จะนำเสนอกองทุนภายใต้แนวคิด ESG ออกมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่ม Impact Fund ซึ่งจะเห็นว่าผลงานโดยภาพรวมของกองทุน ESG ในต่างประเทศนั้น สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีได้จริงๆ


ใครที่กำลังมองหาการลงทุนที่ได้ทั้งผลตอบแทนพร้อมกับได้ดูแลโลกไปพร้อมๆ กันแล้ว เชื่อว่ากลุ่มกองทุนยั่งยืนจะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’