Official Update :

รู้หรือไม่?...“กบช.” วัคซีนคุณภาพดี-แก้ “วิกฤติแรงงานไทย” มีเงินออมเพื่อเกษียณ ‘ไม่เพียงพอ’ !!!

“กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” การออมภาคบังคับในภาคเอกชนที่ยังขาดหายไปจากระบบการออมเพื่อเกษียณของไทย



มีการศึกษาในเรื่องนี้มาอย่างยาวนานมาไม่ต่ำกว่า 2 ทศวรรษ เชื่อว่าจะเป็น “จิ๊กซอร์” ที่มาช่วยเติมเต็มระบบการออมเพื่อเกษียณของแรงงานในระบบให้มีความ “เพียงพอ”


ช่วยลดภาระของภาครัฐในอนาคตที่จะต้องมาดูแลกลุ่มคนวัยเกษียณ ตลอดจนเป็นปัจจัยที่จะผลักดันให้เม็ดเงินออมเพื่อเกษียณของไทยมีการเติบโตอบ่างก้าวกระโดดอีกด้วย เรียกว่า...Win-Win” ทุกฝ่าย


แต่ “กบช.” ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้สักที ถือเป็น “กม.ปราบเซียน” ฉบับหนึ่งเลยทีเดียว ที่ผู้คนในแวดวงตลาดทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความคาดหวังค่อนข้างสูง ว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในสมัยของ “รัฐบาล-บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน


ซึ่งหากอยู่ครบวาระก็จะครบเทอมช่วงกลางปี2023 ซึ่งทาง “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)” คาดหมายว่าอย่างเร็วที่สุด “กบช.” น่าจะมีผลบังคับใช้ เปิดรับสมาชิก ได้ในช่วงไตรมาสที่1/23 (อย่างเร็วนะ)


แต่ถ้าเกิด “แท้ง”...ก่อนคลอด ทุกอย่างที่พูดคุยกันมา ก็คงกลายเป็นอากาศธาตอีกครั้งเท่านั้นเอง วันนนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอัพเดทให้ฟังกัน



“สศค.” ชี้ “กบช.” ช่วยเติมเต็ม
‘เงินเกษียณ’ ของแรงงานในระบบให้มีความเพียงพอที่ระดับ 50%

ประเทศไทยมี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) มาตั้งแต่ปี1987 เป็น “การออมภาคสมัครใจ” ผ่านมา 34 ปีแล้วมีสมาชิกแค่ 3 ล้านคน เทียบกับ ผู้ประกันตน ม.33’ ที่มีกว่า 12 ล้านคน หรือประมาณ 25% ของแรงงานในระบบที่มีนายจ้างเท่านั้น


สุปาณี จันทรมาศ” ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการออม การลงทุนและพัฒนาตลาดทุน สำนักนโยบายการออม และการลงทุน  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) บอกว่า แรงงานม.33 จะได้เงินบำนาญจากประกันสังคมเฉลี่ยประมาณ 20% ของรายได้เดือนสุดท้าย (ฐานเงินเดือนสูงสุดที่คิด 15,000 บาท) ซึ่ง “กบช.” จะเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่ขาดนี้อีกประมาณ 30% เพื่อให้แรงงานในระบบที่มีนายจ้างมีเงินเพื่อวัยเกษียณ” ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 50% ของเงินเดือนสุดท้ายของการทำงาน และแน่นอนเป้าหมายคือ แรงงานในระบบที่มีนายจ้างในปัจจุบัน หรือผู้ประกันตน ม.33 ทั้งหมดนั่นเอง



(สุปาณี จันทรมาศ)



“ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (ร่าง พ.ร.บ. กบช.) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปรียบเสมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภาคบังคับ สำหรับลูกจ้างและนายจ้าง (Pillar 2) โดยปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จากนั้นจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร หากผ่านการพิจารณาจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลบังคับใช้ต่อไป วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการออมเงินเกษียณที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งกระบวนการยังต้องใช้เวลาและอย่างเร็วที่สุดที่เปิดให้สมัครสมาชิกกบช. ได้น่าจะเป็นช่วงไตรมาสที่1/23 นั่นคืออย่างเร็วแล้ว



“กบช.” จะบังคับเข้าระบบเป็น
3 เฟส...เพื่อดึง ‘แรงงานที่มีรายจ้าง’ เข้ามาสู่ระบบกบช. ทั้งหมด

ทั้งนี้ หลังจาก “พ.ร.บ. กบช.” มีผลบังคับใช้แล้ว 1 ปี จึงเริ่มให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ โดยแบ่งเป็น เฟส ได้แก่ 


1) ช่วง 3 ปีแรก (นับตั้งแต่ กบช. เปิดรับสมาชิก) จะบังคับใช้กับกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป กิจการที่ได้สัมปทานจากรัฐ กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานรัฐที่ไม่ได้อยู่ในบังคับของ กบข. กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ต้องการเข้าในระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ 


2) ปีที่ 4 เป็นต้นไป (หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. กบช.) จะบังคับใช้กับกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป 


3) ปีที่ 6 เป็นต้นไป (หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. กบช.) จะบังคับใช้กับกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาตินั้น ต้องเป็นลูกจ้างอายุ 15 – 60 ปี 





“กบช.”...นายจ้าง
-ลูกจ้าง ร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน

ขณะที่อัตราการส่งเงินสะสม (ลูกจ้าง) และเงินสมทบ (นายจ้าง) เข้า กบช. กำหนดจากเพดานค่าจ้างไม่เกิน 60,000 บาท แบ่งเป็น

ปีที่ 1 - 3 (นับตั้งแต่วันที่ กบช.เปิดรับสมาชิก) ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 3% ของค่าจ้าง

ปีที่ 4 – 6 ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 5% 

ปีที่ 7 – 9 ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 7% 

ปีที่ 10 เป็นต้นไป ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 10% (ตามกฎกระทรวง)


“โดยลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปี สามารถเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จ (เงินก้อน) หรือเลือกรับเงินบำนาญ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยเมื่อเลือกรับบำนาญแล้วสามารถเปลี่ยนไปรับบำเหน็จในภายหลังได้ และหากสมาชิกเสียชีวิตก่อนเกษียณอายุหรือในช่วง 20 ปี ที่ยังได้รับเงินบำนาญ เงินในกองทุนดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้กับผู้ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุในเอกสารสมาชิกกองทุนฯ



  



“ทั้งนี้ ลูกจ้างและนายจ้างสามารถส่งเงินเพิ่มได้สูงสุดฝ่ายละ ไม่เกิน 30%’ ของค่าจ้าง (ไม่กำหนดเพดานค่าจ้าง) อย่างไรก็ตามสำหรับกิจการที่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อยู่แล้วและส่งเงินในอัตราไม่ต่ำกว่าที่ กบช. กำหนด จะไม่ต้องส่งเงินเข้า กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ก็ได้ ส่วนผู้ที่ได้รับค่าจ่างต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน กำหนดให้นายจ้างจะส่งเงินสมทบฝ่ายเดียว และกรณีที่ย้ายงานไปยังนายจ้างรายใหม่ที่มีเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถโอนย้ายเงินจาก กบช. ไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้”



“ก.ล.ต.” มั่นใจ “กบช.” ช่วยเติมเต็ม
‘เงินออมเพื่อเกษียณ’ ให้แรงงานในระบบได้จริง

ด้าน “ณัฐญา นิยมานุสร” ผู้ช่วยเลขาธิการสายธุรกิจจัดการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการออมเงินเพื่อเกษียณที่ไม่เพียงพอ แม้ว่าได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว (มีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20%) โดยส่วนใหญ่ขาดการเตรียมความพร้อมและขาดความรู้ด้านการเงิน ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานในภาคเอกชนประมาณ 15 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 18.8% หรือ 2.9 ล้านคน ที่มีการออมเงินผ่าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)


นอกจากนี้ ในจำนวนผู้เกษียณอายุในแต่ละปี มีเพียง 20.8% ที่สะสมเงินได้ถึง ล้านบาท ซึ่งจะเพียงพอสำหรับใช้จ่ายได้เดือนละ 12,500 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี และ 90% ของผู้เกษียณเลือกที่จะนำเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แทนที่จะลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนเริ่มออมเงินให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะจัดสรรได้ รวมถึงลงทุนให้เป็นเพื่อให้มีเงินออมที่เพียงพอไว้ใช้ในช่วงเกษียณอายุ



(ณัฐญา นิยมานุสร)



“ปัจจุบันมี นายจ้าง ที่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง  2 หมื่นราย ยังมีจำนวนไม่ถึง 3% ของบริษัทนายจ้างที่มีทั่วประเทศ ดังนั้น การมี กบช. จะช่วยเตรียมความพร้อมในเรื่องของเงินออมเพื่อเกษียณให้กับลูกจ้างซึ่งเป็นแรงงานในระบบได้อย่างแน่นอน”


ทั้งนี้ สำหรับกิจการที่มีการจัดตั้ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว สามารถปรับเงื่อนไขในข้อบังคับกองทุนให้สอดคล้องกับ กบช. ได้ เช่น อัตราเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้ลูกจ้างมีทางเลือกในการเก็บเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิก กบช. หรืออาจเลือกเป็นสมาชิกทั้งสองแห่งก็ได้ ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้สอดรับกับ กบช. และจะเปิดรับฟังความคิดเห็น (public hearing) ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ต่อไปซึ่งคาดว่าจะเปิดรับฟังได้ช่วงไตรมาสที่4/21 นี้ 



ไข “ข้อสงสัย” หลากหลายประเด็นของ... “กบช.”

Q: เงินกบช. ใครจะบริหาร? นโยบายการลงทุนมีอะไรบ้าง?

A: สำหรับการบริหารจัดการ กบช. จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการกบช.” เพื่อกำหนดนโยบายการลงทุน ส่วนการบริหารจัดการเงินในกองทุนจะคัดเลือก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)” มืออาชีพที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างน้อย 3 ราย โดยจะสรรหาผู้มาทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุน ด้วยวิธี E-Bidding หรือประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีรอบระยะเวลาการบริหารต่อรายประมาณ 3 ปี โดยจะเลือกให้บริหารตามนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน


“โดยนโยบายการลงทุนยังคงเน้นใน สินทรัพย์มั่นคง 60% และ สินทรัพย์เสี่ยงไม่เกิน 40% และในเบื้องต้นจะสามารถออกไปลงทุนใน ต่างประเทศได้ไม่เกิน 10%





Q: สมาชิกสามารถเลือกแผนการลงทุนได้เองหรือไม่?

A: สมาชิกจะเลือกแผนการลงทุนได้ โดยกบช. จะมีแผนการลงทุนประเภทต่างๆ เอาไว้ให้เลือก สมาชิกสามารถเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง โดยมีแนวโน้มจะมีแผนการลงทุนแบบ D.I.Y. ให้สมาชิกสามารถผสมผสานสินทรัพย์ในการลงทุนได้เอง โดยกำหนดให้แผน Life Path เป็น Default Policy หากสมาชิกไม่เลือกแผนการลงทุนเอง


Q: ถอนเงินก่อนครบอายุเกษียณได้มั้ย?

A: ไม่ได้


Q: อายุ 60 ปีแล้ว สามารถคงเงินในกองทุนกบช. ต่อไปได้หรือไม่?

A: ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก กบช. และหากสมาชิกมีอายุเกิน 60 ปี จะฝากเงินไว้ใน กบช.เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการต่อเนื่องก็ได้


Q: ลูกจ้างที่ไม่ใช่คนไทยเป็นสมาชิกกบช. ได้หรือไม่?

A: เป็นได้ เหมือนกับผู้ประกันตน ม.33 ให้นึกถึงกบช. เหมือนแรงงานในระบบประกันสังคม ดังนั้น “ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างชาติ” ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม ก็สามารถเข้าเป็นสมาชิก กบช. ได้เช่นกัน ยกเว้นผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน จะไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกได้   


Q: บริษัทที่มี PVD เดิม ยังมีต่อไปได้มั้ย

A: สามารถมีได้ทั้ง 2 ระบบ ทั้ง PVD และ กบช. โดย PVD เดิมสามารถแปลงให้รองรับกบช.ได้เป็น Qualified PVD ให้เทียบเท่ากับกบช. นั่นเอง


สรุปสุดท้าย หาก “กบช.” ผ่านเป็นกฎหมายออกมามีผลบังคับใช้ได้ทัน “รัฐบาล-บิ๊กตู่” ไม่ “แท้ง” ไปก่อน แรงงานในระบบที่มีนายจ้างในท้ายที่สุดจะต้องเป็นสมาชิกกบช. ซึ่งถือเป็นภารกิจของเสาหลักต้นนี้ในการเติมเต็ม “เงินออมเพื่อเกษียณ” ของแรงงานไทยให้มีความพอเพียง เพื่อก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยได้อย่างเพียงพอนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’