Official Update :

เปิดโผ 5 หุ้น ขั้นเทพที่นักวิเคราะห์ ปรับเพิ่ม EPS เพราะผลงานกำลังโต

เมื่อสภาวะตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 และอาจจะส่อแววกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่อย่างไรก็ตามในอีกมุม ยังมีบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ได้รับผลกระทบ และนักวิเคราะห์ยังได้ปรับเพิ่ม EPS ขึ้นอีกเพื่อสะท้อนให้เห็นผลงานที่กำลังจะเติบโต

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจยังถูกกดดันจากการแพร่ระบาดระลอก 3 ของ COVID-19 แต่คาดว่าจะไม่สร้าง Downside ต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนมากนัก เนื่องจากกำไรส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม พลังงาน และธนาคารพาณิชย์มากกว่า 50% อีกทั้ง Bloomberg Consensus ที่ปรับกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 64 ของ SET Index ขึ้นกว่า 7% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดอยู่ที่ 80.2 บาทต่อหุ้น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยมีหุ้นที่ทยอยปรับประมาณการขึ้นเช่นกัน โดยตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค-ปัจจุบัน มีหุ้นที่ปรับประมาณการขึ้น 14 บริษัท อาทิ PTTGC KSL TMT SPVI NER และที่เหลือได้แก่STGT,STA,HANA, SAWAD,SFT, JMART, SAPPE,JMT และ PTTEP







ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาศึกษารายละเอียดในด้านของแนวโน้มธุรกิจของกลุ่มดังกล่าวและ คาดการณ์Performance ที่จะออกมาว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หลังจากที่นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น โดยจะยกตัวอย่างหุ้นที่นักวิเคราะห์ได้ประเมินไว้ 5 อันดับแรกที่ได้รับการปรับเพิ่ม EPS มากที่สุด ได้แก่ PTTGC,KSL,STGT,TMT และ SPVI



PTTGC

กรณีที่ PTTGC ประกาศขายหุ้น GPSC จำนวน 358.94 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 12.73% ให้แก่ PTT จำนวน 305 ล้านหุ้น และบริษัทสยามแมนเนจเม้น โฮลดิ้ง จำกัด (SMH) ซึ่งเป็นบริษัทที่ PTT ถือหุ้น 100% ในราคาหุ้นละ 70 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.51 หมื่นล้านบาท


โดยการพิจารณาการปรับโครงสร้างดังกล่าว มีเป้าหมายมุ่งเน้น ธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นเรือธงในธุรกิจปิโตรเลียมของกลุ่ม PTT แต่อย่างไรก็ตาม PTTGC ยังมีสิทธิในการช่วยบริหารจัดการเชิงนโยบายของ GPSC เนื่องจากทาง GPSC เป็นซัพพลายเออร์ไฟฟ้าที่สำคัญ


อย่างไรก็ตามการขายหุ้นดังกล่าวส่งผลให้ PTTGC บันทึกกำไรหลังภาษีจากการขายหุ้นประมาณ 9.5พันล้านบาท ภายใต้สสมติฐานต้นทุนเฉลี่ย 36-37 บาทต่อหุ้น ณ ราคาขายที่ 70 บาทต่อหุ้น เบื้องต้นคาดดีลจะแล้วเสร็จในเดือนมิ..64 ขณะเดียวกันจะเปลี่ยนการรับรู้ GPSC ในงบกำไรขาดทุนจากรายการ Equity Income (ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม) เป็นการรับรู้แบบเงินปันผลรับแทน      


สำหรับในส่วนของเงินปันผลนั้นคาดผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ EPS ที่จะเพิ่มขึ้นจากการบันทึกกำไรจากการขายหุ้น GPSC ดังกล่าว ซึ่งหากอิงกำไรจากการขายหุ้นราว 9.5 พันล้านบาท คิดเป็น EPS ที่เพิ่มขึ้นราว 2.1บาท/หุ้น ภายใต้สมมติฐาน payout ratio ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดให้ในปี 64 ที่ราว 44% คาด DPS จะอยู่ราว 0.93 บาทหุ้น ซึ่งเมื่อรวมกับคาดการณ์ DPS เดิมที่ 2 บาท/หุ้น


ดังนั้นคาด PTTGC จะจ่ายปันผลหลังจากขายหุ้น GPSC ได้ที่ราวเกือบ 3 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield ต่อปีที่เกือบ 5% ซึ่งทางฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมประเด็นดังกล่าวไว้ในประมาณการ โดยเราจะนำเสนอการปรับปรุงประมาณการใหม่อีกครั้งภายหลังจากที่ประชุม EGM อนุมัติฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 69.00 บาทต่อหุ้น ยังคงคำแนะนำซื้อ รับผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 64  ที่สดใสมากจากธุรกิจหลักโอเลฟินส์      



KSL

ด้านของ KSL ทิศทางกำไรจะฟื้นต่อเนื่องในงวด ไตรมาส2/63-64 โดยแนวโน้มธุรกิจหลักของ KSL จะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากแนวโน้มราคาน้ำตาลฟื้นตัว จากปัญหาน้ำตาลโลกขาดแคลน ขณะที่บริษัทร่วม BBGI ก็ฟื้นตัว จากธุรกิจ B100 โดยคาดกำโรสุทธิงวด ไตรมาส 2/63-64 จะเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำตาลโลก ราคาหุ้นมี PBV ต่ำเพียง 0.7 เท่า ยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 3.70 บาท


โดยอุตสาหกรรมน้ำตาลเข้าสู่ภาวะขาดดุลในปี 2564 ซึ่งอุตสาหกรรมน้ำตาลจะเผชิญปัญหาขาดแคลนในปี 2563/64 (สิ้นปีบัญชีต.ค. 64) โดยสถาบันวิจัยน้ำตาล Louis Dreyfus คาดการณ์ปริมาณน้ำตาลโลกปี 2563/64 จะขาดดุล 2.9 ล้านตัน จากปัญหาภัยแล้งในประเทศบราซิลและไทย


นอกจากนี้ ยังได้ปัจจัยหนุนจากกองทุนต่างประเทศได้ถือสถานะซื้อ (Long) สัญญาน้ำตาลดิบล่วงหน้าถึง 1.99 แสนสัญญา (เทียบเท่าปริมาณน้ำตาลราว 10 ล้านตัน) ล้วนหนุนราคาน้ำตาลโลกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 5.0% ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนล่าสุดอยู่ที่ 15.41 เซ็นต์/ปอนด์


ทั้งนี้ KSL มองกรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำตาลดิบโลกในปี 2564 ที่ราว 14-18 เซ็นต์/ปอนด์ราคาน้ำตาล หนุนแนวโน้มกำไรปี 2564 ฟื้นตัว จึงยังคงประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2563/64 จะอยู่ที่ 670 ล้านบาท พลิกจากที่ขาดทุนสุทธิ 83 ล้านบาท ในปี 2562/63 มีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจน้ำตาลฟื้นตัว จากแนวโน้มราคาขายน้ำตาลฟื้นตัวถึง 27.8% จากปีก่อน มาที่ 17 เซ็นต์/ปอนด์ และธุรกิจ BBGI (KSL ถือหุ้น40%) ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมัน B100 โดยคาดกำไรสุทธิงวด 2Q63/64 จะเติบโตต่อเนื่องจากงวดไตรมาส 1/63-64 จากธุรกิจน้ำตาลจะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากแนวโน้มราคาขายน้ำตาลสูงขึ้น และธุรกิจไฟฟ้าก็ฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นกัน



STGT

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 จะทำได้ 1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 41% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ก่อนปรับปรุง เพิ่มขึ้นถึง 19.8% จากไตรมาส 4/63 และเพิ่มขึ้น 2,318.7% จากปีก่อน เพราะแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยงวดไตรมาส 1/64 ปรับเพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 2.29 บาทต่อชิ้น


ขณะเดียวกันคาดปริมาณขายถุงมือยางงวดไตรมาส1/64  ลดลง 2.3% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 11.5% จากปีก่อนจากปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ทั้งนี้ คาด STGT จะบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษราว 60 ล้านบาทจากเหตุเพลิงไหม้ส่วนต่อขยายโรงงานสุราษฎ์ธานี 2 ซึ่งคาดว่าจะบันทึกเงินประกันเข้าในงวดไตรมาส2/64 ซึ่งโรงงานดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการผลิตเต็มที่ในพ.ค. 64


ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 64-65 ขึ้น 24.3% และ 27.5% จากเดิม เพราะการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยปี 2564-65 ขึ้น 27.2% โดยภายหลังปรับเพิ่มประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 64 จะเพิ่มขึ้นถึง 114.5% จากปีก่อน เนื่องจากแนวโน้มราคาขายและปริมาณขายถุงมือยางเพิ่มขึ้น


นอกจากนี้คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/64 จะยืนสูงต่อเนื่องจากงวดไตรมาส1/64 อย่างไรก็ตาม คาดกำไรสุทธิปี 2565 จะลดลง 37.7%  จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางปรับลดลง 33.5% โดยกำหนดราคาเป้หมายปี 2564 เท่ากับ 65 บาท (เท่าเดิม) อิงวิธี DCF (WACC 10.7%) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับลด Terminal growth เหลือ 0% (เดิม 1%) สะท้อนแนวโน้มกำไรสุทธิจะปรับลดลงในปี 2565 ราคาหุ้นปัจจุบันมีค่า PER เพียง 4 เท่า นอกจากนี้ ยังสามารถคาดหวังอัตราผลตอบแทนได้ถึง 11% มองเป็นโอกาสให้เข้าลงทุน



TMT

ฝ่ายวิจัยคาดกำไรไตรมาส 1/64 จำทำนิวไฮอยู่ที่ 425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 244% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 145% จากไตรมาส 4/63 ซึ่งกำไรถูกขับเคลื่อนจากราคาเหล็กโลกฟื้นตัวสูง หนุนราคาเหล็กเฉลี่ยพุ่งแรง 21.8% จากไตรมาสก่อน มาที่ 24.8 บาท/กก. โดยเดือนมี.ค. 2564 ราคาเหล็กไต่ระดับเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 25.8 บาท จาก ธ.ค. 2563 อยู่ที่เพียงที่ 21.5 บาท


ขณะเดียวกัน TMT จัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วงปลายปีก่อนเร่งซื้อเก็บสต๊อกวัตถุดิบเหล็กรีดร้อนระดับสูง เพื่อรองรับดีมานด์ภาคการผลิตและก่อสร้างที่จะฟื้นกลับมา หนุนกำไรขั้นต้นไตรมาส 1/64 ขยับขึ้นแตะ 12.1% โดยปริมาณขายไตรมาส 1/64 เติบโต 12% เป็น 2 แสนตัน คาดสร้างยอดขายแตะ 5.1 พันล้านบาท 45% จากปีก่อน


โดยราคาเหล็กกระชากแรงเพราะซัพพลาย เหล็กทั่วโลกขาดแคลน ประกอบกับโรงเหล็กไทยหันไปทำตลาดในต่างประเทศเพราะได้ราคาสูงกว่า ขณะที่ TMT กำไรไตรมาส 1/64 คาดสูงเป็น 53.1% ของประมาณการทั้งปี อีกทั้งราคาเหล็กได้ปรับขึ้นแรงเกินคาดหมาย สะท้อนจากราคาขายเฉลี่ยของ TMT เดือน เม.ย. 2564 ขยับขึ้นต่อเนื่องอีกราว 5% จากเดือนก่อน มาที่ 27 บาทต่อกรัม สูงทะลุสมมติฐานราคา 24 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มราคาขายเหล็กปี 2564 ขึ้นเป็น 26.8 บาทต่อกิโลกรัมทำให้ประมาณการกำไรปี 2564 เพิ่มขึ้น 34.5% มาที่ 1,075ล้านบาท


ส่วนปี 2565 ราคาเหล็กคาดพักฐาน จึงคงกำไรไว้เท่าเดิมอยู่ที่ 963 ล้านบาทประมาณการกำไรใหม่ ส่งผลให้ มูลค่าพื้นฐานปี '64 เพิ่มขึ้นจาก 11 บาท เป็น 14.8 บาท อิง PER 12 เท่า Upside ราคาหุ้นเปิดกว้าง 43.69% และเงินปันผลคาดสูง 8.51% แนะนำ “ซื้อ”



SPVI

ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 32.8 ล้านบาท เติบโต 170 % จากปีก่อน หลักๆ จากยอดขายเติบโต 70% จากกระแสตอบรับสินค้า Apple ในส่วน iPhone 5G รุ่นแรกที่สูงต่อเนื่องจากปลายปีก่อน, ความต้องการสินค้า iPad ในกลุ่มสถาบันการศึกษาที่ SPVI เป็นเจ้าตลาด และ ฐานต่ำจากการปิดสาขาตั้งแต่ปลาย มี.ค. 63 คาดหนุนยอดขายสาขาเดิมเติบโต 50% จากปีก่อนบวกกับ จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน


ขณะที่อัตรากำไร ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 2.6% จากความประหยัดต่อขนาด รวมถึงการใช้เงินกู้ยืมที่ดอกเบี้ยถูก ไปตัดล็อตซื้อสินค้าโดยขอส่วนลดที่สูงกว่าจากซัพพลายเออร์ตั้งแต่ไตรมาส4/63  ทั้งนี้ช่วงไตรมาส 2/64 แม้เป็น Low Season และอาจมีผลกระทบลดเวลาเปิดสาขาในห้าง แต่เดือนเม.ย.ยังเห็นรายได้เติบโตจากปีก่อน ไม่ต่ำกว่าไตรมาส 1/64  จากฐานต่ำ และมีแรงหนุนจาก Apple เปิดตัวสินค้าใหม่ช่วยสร้างสีสัน อาทิ iPad Pro  กับ iMac รุ่นใหม่ และสินค้าใหม่ AirTag ใช้ติดตามสิ่งของ


ขณะที่คาดจะเติบโตไม่แผ่วในไตรมาส 3/64 เพราะไตรมาส 3/64 เป็นช่วงขาดสินค้าซึ่งปัญหาน่าจะลดลงมีนัยฯ หลังบริษัทหันมาตัดซื้อสินค้าล็อตใหญ่ แม้ยอดขายสาขาเดิม (SSSG ) ในไตรมาส 4/63 อาจชะลอลงจากฐานสูง แต่ SSSG ทั้งปีเดิมที่กำหนดที่ 20% ต่ำไป จึงปรับเพิ่มเป็น 30%ได้กำไรปี 2564-65 เพิ่มขึ้น 15.4% และ 14.8% หนุนกำไรปี 2564 โตถึง 68%


โดยธุรกิจเข้าสู่ช่วงที่มีการเติบโต ด้วยจุดเด่นตัวแทนขายสินค้า Apple และพันธมิตรกับ ADVANC ค่าPER'64 ต่ำเพียง 20.8 เท่า ยังไกลจากกลุ่มที่ซื้อขาย 35.9 เท่า ประกอบกับ มูลค่าพื้นฐานใหม่ อิง DCF WACC 10.7%, growth 2.5%) 8.65 บาท Upside 30.1% แนะนำ ซื้อ



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่