ส่อง 3 หุ้นเดินเรือสุดฮอต ยังสะสมได้หรือไม่ หลังราคาพุ่งไม่หยุด

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญานการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทำให้ความต้องการของสินค้าโภคภัณฑ์ และกิจกรรมทางการค้าที่จะมีแนวโน้มสูงขึ้น เห็นได้จาก ดัชนีระวางเรือเทกอง BDI ที่ขยับตัวเพิ่มต่อเนื่อง เป็นเหตุให้หุ้นเดินเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะ  3 หุ้นสุดฮอตอย่าง PSL, TTA และ RCL โดยจากราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว



PSL รับราคาเป้าหมายใหม่

เริ่มจาก PSL หรือ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจเดินเรือโดยเป็นเจ้าของเรือเอนกประสงค์ขนาดเล็กสำหรับขนส่งสินค้าแห้งเทกองแบบไม่ประจำเส้นทาง มีเส้นทางเดินเรือครอบคลุมทั่วโลกในภูมิภาคสำคัญ สินค้าพื้นฐานที่กองเรือขนส่งคือ สินค้าทางการเกษตร เหล็ก ปุ๋ย สินแร่และเนื้อแร่ ไม้ซุง ถ่านหินและอื่นๆ


โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ค่าระหว่าง BSI แตะจุดสูงรอบ 10 ปีจากสภาวะอุปสงค์และอุปทานที่ไม่สมดุล แต่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติหลังจากสถานการณ์ปรับดีขึ้น โดยดัชนีค่าระวางเรือขนาดกลาง (BSI) ปรับเพิ่มเป็น 16,633 ดอลลาร์ฯ/วันในไตรมาส 1/2564 ปรับเพิ่มขึ้น 55% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 27% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน เป็น 21,176 ดอลลาร์ฯ/วันในไตรมาส 2/2564 จากอุปสงค์และอุปทานที่ไม่สมดุลกัน เป็นผลมาจากอุปสงค์การกักตุนสินค้า การเติบโตด้านอุปทานกองเรือระดับต่ำ สภาวะท่าเรือแออัดที่บราซิล เหตุการณ์เรือกีดขวางคลองสุเอซ และการที่จีนสั่งห้ามถ่านหินออสเตรเลียที่หนุนการเติบโตของตันไมล์


โดยเชื่อว่าสภาวะอุปสงค์และอุปทานที่ไม่สมดุลกันจะดำรงไปอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2/2564 สืบเนื่องจากอุปสงค์จีนที่แข็งแกร่งสำหรับแร่แหล็ก อุปสงค์ ถ่านหินที่ทรงตัว และการค้าธัญพืชที่แข็งแกร่ง แต่คาดว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติในครึ่งหลังของปี 2564


ส่วนประเด็นท่าเรือที่แออัดในบราซิลและเหตุการณ์เรือดขวางคลองสุเอซนั้นได้รับการแก้ไขไปแล้ว ส่วนวัฏจักรการกักตุนสินค้าที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ก็อาจชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี 2564 หลังจากที่กลุ่มผู้ผลิตต่างสต็อกสินค้าเพื่อรองรับอปสงค์ของตนอย่างเพียงพอแล้ว


ทั้งนี้ การกระจายฉีดวัคซีนจะเป็นปัจจัยที่ทำให้กลับมาเปิดประเทศได้ในครึ่งหลังของปี 2564 และกระตุ้นให้ผู้คนใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้นและลดการใช้จ่ายในตัวสินค้าลง ขณะที่คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะแตะจุดสูงสุดในครึ่งแรกของปี 2564 และชะลอด้วลงในครึ่งหลังของปี 2564 สืบเนื่องจากมาตรการกระตุ้นที่น้อยลง


ดังนั้นจึงคาดว่าอุปสงค์การกักตุนสินค้าจะลดลงในครึ่งหลังของปี 2564 และคาดว่าค่าระวางจะปรับลดลงจากจดสูงรอบ 10 ปีในขณะนี้ ทั้งนี้ ดัชนีค่าระวางเรือ BDI ปัจจุบันที่ 3,007 นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2562 ที่ 1,344 อยู่ 123% ขณะที่คาดว่าปริมาณการค้าในตลาด seaborne ในปี 2564 จะสูงกว่าระดับในปี 2562 เพียง 1.5% หรืออยู่ที่ 5,327 ล้านต้น คิดเป็น เติบโต 4% จากปีก่อน


อย่างไรก็ตามเราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564 ขึ้น 126% และปี 65 ขึ้น 84% โดยคาดปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิ 3,021 ล้านบาท พลิกจากปีก่อนขาดทุน 1,294.86 ล้านบาท และปี 65 คาดมีกำไร 2,534 ล้านบาท หลังจากปรับเพิ่มสมมติฐานค่าระวางของ PSL ปี 2564 ขึ้น 32% เป็น 17,092 ดอลลาร์ฯ/ลำ/วัน และปี 65 ขึ้น 82% เป็น15,808 ดอลลาร์ฯ/ลำ/วัน จากค่าระวางเรือ Supramax ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โดยสมมดิฐานค่าระวางของเราสำหรับ PSL นั่นต่ำกว่า BSI ในปัจจุบันที่ 22,000-23,000 ดอลลาร์ฯ/ลำ/วัน เนื่องจาก 14-17% ของค่าระวางทั้งหมดของบริษัทได้ตรึงราคาไว้ในกรอบ 13,500-14,550 ดอลลาร์ฯ/ลำ/วันไว้ในช่วงปี2564-67


ทั้งนี้ เราคาดว่าค่าระวาง Supramax โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 17,750 ดอลลาร์ฯ และ16,500 ดอลลาร์ฯ/ลำ/วันในปี 2564 และ 2565 เพิ่มขึ้นจาก 9,923 ดอลลาร์ฯ และ8,180 ดอลลาร์ฯ ในปี 2562-63 หลังจากอุปสงค์เติบโตขึ้น 4% ต่อปีในช่วงปี 2564-65 ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของอุปทานที่ 2%ต่อปี ซึ่งคาดว่าปัจจัยนี้จะช่วยหนุนค่าระวางให้สูงในระดับสูงต่อไปได้


ทั้งนี้ เราคาดว่า PSL จะรับรู้กำไรปกติที่ 550 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2564 พลิกฟื้นจากขาดทุน 117 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2563 และในไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ 27 ล้านบาท จากค่าระวางที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ค่าระวาง Supramax ได้ปรับเพิ่มขึ้น 55% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 154%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 16,633 ดอลลาร์ฯ/ลำ/วันในไตรมาส 1/2564 ดังนั้นคงคำแนะนำ "ถือ" เพราะราคาหุ้นตอบรับข่าวไปแล้ว ขณะที่ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 19.10 บาท (จากเดิม 11.20 บาท)



RCL
ค่าระวางเรือ SCFI พุ่ง 200%

ต่อมา RCL บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) เป็นสายการเดินเรือที่ประกอบธุรกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเลที่มีฐานประกอบกิจการในประเทศไทย ดำเนิน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ 1. Shipper Owned Container 2. Carrier Owned Container และ 3. การให้บริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มในด้านโลจิสติคส์ โดยมีเครือข่ายสำนักงานที่ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาบสมุทรเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง


โดยนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า เราคาดว่า RCL จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส1/2564 ที่แข็งแกร่งอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 21,228%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  12.25 ล้านบาท หนุนจากอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้นอยู่ที่ 446 ดอลลาร์สหรัฐฯ/TEU เติบโต 40% จากไตรมาสก่อน เพราะค่าระวางเรือ SCFI เฉลี่ยในไตรมาส 1/2564 เพิ่มขึ้น


50% จากไตรมาสก่อนและเพิ่มขึ้น 200% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าปริมาณขนถ่ายสินค้า (lifting volume) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 4/2563 อยู่ที่533,000 TEU และคาดจะฟื้นตัวขึ้นอีกในไตรมาส 2/2564 หนุนจากกระแสการซื้อขายทั่วโลก


อย่างไรก็ดี เราคาดว่าต้นทุนการดำเนินงานเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 19%จากไตรมาส 4/2563 เพราะราคาน้ำมันเตาที่สูงขึ้น 20% จากไตรมาส 4/2563 และค่าเช่าเรือที่สูงขึ้นตามค่าระวางเรือ ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนเริ่มคลี่คลายลงหลังผ่านพันเทศกาลตรุษจีน และผู้ผลิตตู้คอนเทนเนอร์จีนเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น อย่างไรก็ดี ปัญหาอุปทานขาดแคลนย้ายมายังตลาดเรือแทนเพราะไม่มีเรือเหลือพอให้เช่าเหมาลำ


ดังนั้นจากค่าระวางเรือที่สูงขึ้น จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 46% มาอยู่ที่ 9.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 424% จากปีก่อนอยู่ที่ 1,744.79 ล้านบาท และปี 65 ขึ้น 35% มาอยู่ที่ 4.0 พันล้านบาท เพราะเราปรับเพิ่มประมาณการค่าระวางเรือปี 2564/65 ของ RCL ขึ้น 15.6%/17.1% มาอยู่ที่ 415 ดอลลาร์ฯ/300 ดอลลาร์ฯ/TEU เพื่อสะท้อนค่าระวางเรือที่สูงกว่าคาดในไตรมาส 1-2/2564


อย่างไรก็ตามคาดว่าค่าระวางเรือจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 380 ดอลลาร์ฯ/TEU ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 จากปัญหาท่าเรือที่หนาแน่นน้อยลงและตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนหลังสหรัฐฯ และยุโรปควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้และผู้ผลิตตู้คอนเทนเนอร์จากประเทศจีนเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ อังกฤษและยุโรปฉีดวัคซีนโควิด-19  ให้ประชากรในสัดส่วนที่ 77%/76%/35% ของประชากรรวมแล้ว (อย่างน้อย 1 โดส) ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐฯ ใกล้จะถึงจุดมีภูมิคุ้มกันหมู่ทั้งประเทศแล้ว ในอนาคตต่อไป เราคาดว่ากำลังการรองรับของท่าเรือในสหรัฐฯ จะเพิ่มมากขึ้นและสถานการณ์ความหนาแน่นของท่าเรือจะคลี่คลายลง


เราจึงคาดว่าปัญหาอปทานขาดแคลนจะบรรเทาลงและค่าระวางเรือจะปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ดี เราคาดว่าค่าระวางเรือจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 จากกระแสการซื้อขายทั่วโลกและยอดสั่งผลิตเรือลำใหม่ระดับต่ำที่ 12% ของจำนวนเรือทั่วโลก คงคำแนะนำ "ถือ" เพราะราคาหุ้นรับรู้ข่าวดีแล้วและเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 42บาท (จาก 25 บาท)



TTA แนวโน้มปีนี้ที่ดีขึ้นมาก

และสุดท้าย TTA หรือ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) โดยลงทุนในธุรกิจหลัก 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มการลงทุนอื่น


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ทิศทางผลประกอบการไตรมาส 1/64คาดกำไร 212 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขาดทุน 459 ล้านบาท ตามค่าระวางเรือที่สูงขึ้น โดยคาดอยู่ที่ 12,980 ดอลลาร์/วัน/ลำ เติบโต 66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  แต่ต่ำกว่าตลาดที่ 16,632 ดอลลาร์ จาก lag time ที่ราว 1 เดือน ซึ่งการปรับขึ้นเร็วและแรงจะอยู่ใน มี.ค.


และเรือเช่าภายนอกคาดทำกำไรลดลงจากค่าเช่าเรือที่ปรับตัวขึ้น ในขณะที่ต้นทุนเดินเรือ (Opex) คาดปรับตัวขึ้นราว 2% และเรือเพิ่มเป็น 24 ลำ จากปีก่อนที่ 21 ลำ อย่างไรก็ตาม MML คาดยังคงขาดทุนแต่ลดลง จากปีก่อนมีเรือเข้า dry dock และ Backlog ส่วนใหญ่อยู่ในครึ่งหลังปี 64  ส่วนปุ๋ยคาดทรงตัว คาดรายได้รวมที่ 3,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% แต่ทั้งต้นทุนและ SG&A จะปรับลง ส่วนหนึ่งปีก่อนมีค่าใช้จ่ายพิเศษ


ขณะที่ทิศทางไตรมาส  2/64 คาดดีกว่าไตรมาสแรก  โดยค่าระวางเรือยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดกำไรดีขึ้นทั้งจากไตรมาสแรก และช่วงเดียวกันของปีก่อน MML จะดีในครึ่งหลังปี 64 จากการทยอยรับรู้ backlog ปีนี้ที่ 107 ล้านดอลลาร์ และไม่มีเรือเข้า dry dock จึงไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และปีก่อนยังขาดทุนจากการขายบริษัทร่วมสูง ปีนี้จะฟื้นตัวแรง ดังนั้นคาดกำไรปี 64 ที่ 885 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 1,945 ล้านบาท โดยจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีในปีมีกำไรซื้อขายเฉลี่ย P/B สูงสุดที่ 0.97 เท่า แนวโน้มปีนี้ที่ดีขึ้นมาก ให้ราคาพื้นฐาน 16.30 บาท แนะนำ ทยอยซื้อ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”