Official Update :

BEM กับธีม “หุ้นเปิดเมือง” ที่ยัง Laggard น่าสะสม

การลงทุนในหุ้นธีม “เปิดเมือง” กำลังได้รับความนิยมจากนักลงทุน เนื่องจากการกระจายตัวของวัคซีนมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ จึงทำให้หุ้นธีม “เปิดเมือง” กลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนอีกครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น นายวิชัย วชิรพงศ์ หรือ "เสี่ยยักษ์" นักลงทุนรายใหญ่ ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนไปเน้นหุ้นที่ได้รับ อานิสงส์การเปิดเมือง หลังจากที่ภาครัฐได้เร่งกระจาย วัคซีน-19 ทำให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้น อย่างไรก็ตามแม้การกระจายวัคซีนจะมีความล่าช้า แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น


สำหรับหุ้นใหญ่ธีม “เปิดเมือง ที่อยู่ในความสนใจนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้น AOT, BTS และ BEM ซึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทีมข่าว Wealthy Thai ได้มีการนำเสนอต่อนักลงทุนไปบ้างแล้ว ดังนั้นครั้งนี้จึงได้หยิบยก BEM มาฝากนักลงทุน หลังจากที่ราคาหุ้นเริ่มมีสัญญาณบวกกลับมาแล้ว


ล่าสุด BEM รายงานจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าเดือน พ.ค. 64 อยู่ที่ 9 หมื่นเที่ยว/วัน ลดลง 24%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง 38%จากเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยตัวเลข 5 เดือนแรกของปี 64 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 แสนเที่ยว/วัน (-26% YoY) ขณะที่ผู้ใช้ทางด่วนเดือน พ.ค. 64 อยู่ที่ 6.7 แสนเที่ยว/วัน (-17% YoY, -20% MoM) และตัวเลข5 เดือนแรกของปี 64 เฉลี่ยอยู่ที่ 8.8 แสนเที่ยว/วัน (-7% YoY)


โดยตัวเลขผู้ใช้บริการดังกล่าว นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) มองว่าชะลอตัวตามคาด แต่ยังสูงกว่า เม.ย. 63 โดยมีมุมมองเป็นกลาง แม้ตัวเลขผู้ใช้บริการเดือน พ.ค. กลับมาชะลอตัว YoY, MoM จากผลกระทบการระบาด COVID-19 ระลอก 3 แต่การชะลอตัวดังกล่าวเป็นไปตามคาด ขณะที่หากเทียบตัวเลขเดือน พ.ค. 64 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเดือน เม.ย. 63 ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.8 หมื่นเที่ยว/วัน และผู้ใช้ทางด่วนที่ 5.9 แสนเที่ยว/วัน


อีกทั้ง จากข้อมูลล่าสุดที่บริษัทเปิดเผย จำนวนผู้ใช้ทางด่วนปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ราว 8.5 แสนเที่ยว/วันแล้ว หนุนโดยความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังภาครัฐมีการเร่งกระจายฉีดวัคซีนในประเทศ ทำให้มองว่าทิศทางผู้ใช้บริการโดยรวมผ่านจุดต่ำสุดแล้วในการระบาดรอบนี้


นอกจากนี้ มองว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/64 มีโอกาสกลับมาเติบโต จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยตัวเลขจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าและผู้ใช้ทางด่วนเดือน เม.ย.-พ.ค. ขยายตัว 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)  และเติบโต7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตามลำดับ


ดังนั้นจึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ที่ 2.9 พันล้านบาท เติบโตสูง 43% จากปีก่อน โดยยังมองว่าผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 64 จะกลับมาฟื้นตัวดี ขณะที่มี catalyst จากการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศ และการทยอยเปิดรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ในปี 64-65 เช่น สายสีแดง สายสีชมพู และสายสีเหลือง ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารแก่เส้นทางที่บริษัทให้บริการ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 9.20 บาท


สถิติผู้ใช้บริการเดือน พ.ค. เผยแพร่วานนี้กำลังสะท้อนว่า “จุดต่ำสุด” ได้ผ่านไปแล้วในไตรมาส 1/64 และผลกระทบจากโควิด-19 รอบนี้ (พ.ค. 64) ถือว่าน้อยกว่ารอบแรก (เม.ย. 63) อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/64 คาดกำไรจะแสดงการฟื้นตัวแรง 132.7% YoY โดย BEM ยังเป็น “หุ้นเปิดเมือง” ที่ยัง Laggard จาก SET และหุ้นอื่นๆที่ฟื้นตัวไประดับก่อนโควิด-19 แพร่ระบาดแล้วนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว


พร้อมบอกอีกว่า จากสถิติผู้ใช้บริการเดือน พ.ค.ดังกล่าว ถือว่าน่าพอใจมาก เพราะเมื่อเทียบกับครั้นการแพร่ระบาดระรอกที่ 1 ในเดือน เม.ย. 63 ซึ่งมีการ Lockdown เต็มรูปแบบ พบว่ารถบนทางด่วนมีปริมาณสูงกว่าครั้งก่อนนั้น 13.2% เช่นเดียวกับผู้ใช้รถไฟฟ้าก็สูงกว่า 15.1% เหล่านี้สะท้อนถึงการเรียนรู้ และการปรับตัวของผู้ใช้บริการที่ดีขึ้น


รวมถึงการบริหารสถานการณ์ของภาครัฐที่พยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นรวมกับเงินปันผลรับ 0.30 บาทจาก TTW ทำให้ในเบื้องต้น คาดว่า BEM จะรายงานกำไรในไตรมาส 2/64 ราว 354 ล้านบาท ฟื้นตัว 16.1% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 132.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


เมื่อรวมกับการฉีดวัคซีนของไทยที่เดินหน้าต่อเนื่อง เชื่อว่าทิศทางกำไรของ BEM กำลังจะเดินหน้าฟื้นตัวตลอดทั้งปี จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว จึงได้ใส่ผลกระทบในระรอกที่ 3 เข้าไปในประมาณการ ส่งผลให้ต้องมีการปรับปรุงกำไรสุทธิปี 2564 ลง 49% จากประมาณการก่อนหน้าเป็น 1.51 พันล้านบาท หดตัว 26.2% จากปีก่อน (YoY)


แต่คาดจะเห็นการฟื้นตัวแรง 138.6% YoY เป็น 3.61 พันล้านบาทในปี 65 ขณะที่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดระรอกนี้ ทำให้ BEM สูญเสียโอกาสในการสร้างกระแสเงินสด (EBITDA) ไปราว 2.6 พันล้านบาท และการฟื้นตัวล่าช้าออก 12 เดือนจากประมาณการเดิม ส่งผลให้ราคาเหมาะสม SOTP อิง DCF ได้รับผลกระทบ 0.90 บาท คงเหลือราคาเหมาะสม 12.00 บาท/ หุ้น แนะนำ ซื้อ


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้มองว่าการทยอยฉีดวัคซีนจะช่วยหนุนธีมการเปิดเมืองในภาคส่วนต่างๆ โดยคาดตัวเลขผู้ใช้งานระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ น่าจะกลับมาสู่ระดับใกล้ปกติในช่วงปลายเดือน ก.ค. รวมถึงคาดว่าตัวเลขผู้ใช้ทางด่วนและระบบขนส่งมวลชนในเดือน ส.ค.จะเป็นตัวเลขที่มากกว่าตัวเลขรายได้ในปี 63 ในด้านของเที่ยวบินในประเทศน่าจะเห็นการฟื้นตัวในเดือน ก.ค. เช่นเดียวกัน และสำหรับเส้นทางอื่นๆ คาดจะเริ่มฟื้นตัวในเดือน ส.ค. 




This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”