Official Update :

การกลับมาของหุ้นกลุ่มสื่อสาร จะเป็นหลุมหลบภัยหรือหลุมระเบิด

หุ้นในกลุ่มสื่อสารขณะนี้กำลังเป็นที่ได้รับความนิยมอยู่ในกระแสจอเรดาร์ของเหล่านักลงทุนไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ หรือต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ เพราะมีปัจจัยที่เข้ามาให้มีผลกระทบต่อราคาหุ้นไม่น้อย รวมถึงยังต้องจับตาอนาคตของหุ้นในกลุ่มนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะจากนี้ไปอาจจะต้องปรับโครงสร้างของผู้ถือใหญ่ และวิถีการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ที่มีในอนาคต


โดยในช่วงที่ผ่านมามีข่าวกระตุ้นไม่ขาดหาย หลังจากที่กระแสเงียบไปนาน ส่วนหนึ่งมาจากข่าวที่ GULF ขอทำเทนเดอร์หุ้น INTUCH และ ADVANC รวมถึงล่าสุด มีข่าวอ้างอิงรายงานจาก TMT Finance สำนักข่าวทางการเงินของประเทศอังกฤษระบุว่า “กลุ่มเทเลนอร์” จะขายหุ้นที่ถืออยู่ใน DTAC ทั้งหมด หลังจากที่ไม่นานมานี้ขายธุรกิจมือถือที่เมียนมาไปแล้ว ซึ่ง TRUE ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเพราะถูกมองว่าจะเป็นผู้เข้าไปซื้อหุ้นต่อจาก “กลุ่มเทเลนอร์”



กลุ่มสื่อสารเป็นหลุมหลบโควิด

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ระบุว่าท่ามกลางปัญหา COVID ในประเทศที่ยังสูง ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ากลุ่มสื่อสารยังมีภูมิคุ้มกันที่ดี จาก 3 ประเด็น ได้แก่ประเด็นภาพรวมกลุ่มที่คาดว่าประคองผลประกอบการงวด 3Q64 กระทบจาก COVID จำกัดต่อเนื่องจาก 2Q64 หลังมีโอกาสได้เม็ดเงินอุดหนุนจาก กสทช. ที่จะช่วยสนับสนุนค่าอินเตอร์เนตและ Application สำหรับการศึกษาของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาราว 1.2 พันล้านบาท


รวมถึงปัจจัยเฉพาะตัวรายหุ้นล่าสุด คือ กรณีกระแสข่าวจากเว็บไซด์ Thai Enquirer ระบุTelenor ผู้ถือหุ้นใหญ่ DTAC อยู่ระหว่างพิจารณาขายกิจการแก่ผู้ประกอบการในประเทศรายหนึ่ง ทั้งนี้ ประเมินโอกาสเกิดขึ้นน้อย เนื่องจาก หากผู้ประกอบการราบใดรายหนึ่งในประเทศเข้าซื้อ DTAC จะส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% ซึ่งเข้าข่ายเงื่อนไขการผูกขาดทางการค้า ซึ่งต้องขออนุญาต กขค. ซึ่งอาจจะตามมาด้วยเงื่อนไขที่จำกัด Synergy


ขณะที่ด้านความพร้อมฐานะการเงิน แม้ ADVANC พร้อมจากฐานะการเงินมากกว่า TRUE จากที่มี Net Gearing ต่ำราว 1.07 เท่า แต่ระยะสั้นอาจติดปัญหาโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ส่วน TRUE ยังมีความท้าทายจากภาระหนี้สินที่ยังสูง สะท้อนจาก Net Gearing ที่ 2.55 เท่า


ทั้งนี้ เชื่อว่าจุดที่น่าสนใจจากกระแสข่าวดังกล่าว คือ Sentiment บวกหนุนราคาหุ้น DTAC ปัจจุบันที่มีมูลค่าต่ำกว่าราคาตลาดตามกระแสข่าวมากเกินไป ขณะที่ในทางพื้นฐานเอง DTAC กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการประคองตัวระยะสั้นที่ทำได้ดี และใกล้ถึงจุดเปลี่ยนที่มีโอกาสประมูลคลื่น 5G มาปิดจุดด้อย


ส่วนประเด็นที่น่าสนใจคือรายงานความคืบหน้าการรับซื้อหุ้น INTUCH ของ GULF ล่าสุดที่มีผู้เสนอขายแล้วราว 9.92% ซึ่งรวมกับหุ้นที่ GULF ถืออยู่ INTUCH อยู่เดิม 18.9% หลังซื้อ GULF จะถือ INTUCH ราว 28.8% สูงกว่าสัดส่วน SINGTEL ถือหุ้น INTUCH ในรอบปิดสมุด ล่าสุดที่ 21%


ดังนั้นจึงเชื่อว่าสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อ ADVANC (INTUCH ถือหุ้น 40.45%) ในเรื่องโอกาสต่อยอดระยะยาวร่วมกับ GULF รวมถึงโอกาสปรับเพิ่ม Payout Ratio เพื่อนำเงินปันผลจาก ADVANC กลับไปลดภาระหนี้ที่นำมาซื้อ INTUCH


ภายใต้ประเด็นหนุนหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ประกอบกับราคาหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มยังUnderperform จึงยังให้ลงทุน เท่าตลาด ชอบ ADVANC ราคาเหมาะสม ที่ 220บาท ปัจจัยขับเคลื่อนโดยรวมมีมากสุด ส่วน DTAC ราคาเหมาะสมที่ 37 บาท แนะนำเก็งกำไรได้ตามกระแสข่าวระยะสั้น หรือหาจังหวะซื้ออ่อนตัว รับมุมบวกพื้นฐานที่ใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญคลื่น 5G



ประเด็นพวกเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นบวก จากการที่บอร์ดกสทช.ได้มีมาตรการช่วยเหลือ โดยจัดให้มีแพ็กเก็จอินเทอร์เน็ตสำหรับนักเรียนอนุบาล ประถม มัธยม ปวช.และการศึกษานอกโรงเรียนภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องมีการเรียนการสอนออนไลน์ในวงเงิน 1.2 พันล้านบาท ในราคา 79 บาท เป็นเวลา 2 เดือน และให้ประชาชนโทรเข้าเลขหมาย 4 หลักฟรี


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง มองว่าข่าวข้างต้นเป็นบวกต่อผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 รายเราเข้าใจว่ามาตรการกสทช. สำหรับงบการเรียนการสอนออนไลน์ 1.2 พันล้านข้างต้น กสทช.จะเป็นผู้อุดหนุนเงินดังกล่าวและจะกระจายให้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 รายในรูปรายได้บริการที่ทั้ง 3 รายจะได้รับเพิ่มขึ้นใน 3Q21 (1.5 เดือน) และใน 4Q21 (ครึ่งเดือน) และยังคงเลือก ADVANCเป็น top pick (ราคาเป้าหมาย 232 บาท) และ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น DTAC (ราคาเป้าหมาย 42 บาท) และTRUE (ราคาเป้าหมาย 4.50 บาท)



แนวโน้มผลประกอบการ

หากมองในแง่ของผลประกอบการไตรมาส 2/64 นั้น DTAC เป็นบริษัทแรกที่ได้ประกาศผลประกอบการแล้ว โดยมีกำไรสุทธิ 1,530 ล้านบาท ลดลง 19% จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 1,888 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขกำไรดังกล่าวถือว่า DTAC สามารถทำออกมาได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์หลายแห่งคาดการณ์เอาไว้ นอกจากนี้ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1.05 บาท ซึ่งคิดเป็นการจ่ายปันผล 100%  ตามนโยบายที่จะจ่ายไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ


ภาพรวมปี 64 ของ DTAC นักวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่ 3.9 พันล้านบาท ลดลง 28% จากปีก่อน ซึ่ง กำไรปกติในครึ่งปีแรกคิดเป็น 55% ของทั้งปี แม้กำไรปกติดีกว่าที่เราประเมิน แต่มาจากเหตุการณ์เฉพาะตัวจากสถานการณ์ในเมียนมาร์ทำให้รายได้จากการโทรระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ แต่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่อง long-term sustainability


ขณะที่ ADVANC ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ 7,040.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 7,001.11 ล้านบาท โดยในไตรมาส 2/64 บริษัทมีรายได้รวม 42,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2%เทียบกับปีก่อน จากยอดขายเครื่องโทรศัพท์ที่สูงขึ้น แต่ลดลง 6.8% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  จากผลของการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมทั้งสภาวะการแข่งขันในตลาด โดยรายได้จากการให้บริการหลัก (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับทีโอที) ทรงตัวอยู่ที่ 32,353 ล้านบาท


ขณะที่ TRUE นักวิเคราะห์หลายแห่งบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างบไตรมาส2/64 ยังคงขาดทุนต่อเนื่อง ซึ่งบางแห่งบอกว่าจะขาดทุนเพิ่มขึ้น และขาดทุนลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดผลประกอบการ 2Q64 ขาดทุนปกติที่ 725 ล้านบาท อ่อนแอลงจากไตรมาส 1  เทียบกับขาดทุนปกติ 610 ล้านบาท แต่จะดีขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนปกติ 847 ล้านบาท เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และการลดต้นทุนที่ยังทำได้น้อยกว่าคู่แข่ง โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ในปี 64 ยังคงประมาณการผลขาดทุนจากธุรกิจหลักปี 2564 เอาไว้ที่ 3.8 พันล้านบาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่