Official Update :

จับตางบ CPF - CPALL สองหุ้นใหญ่ตระกลูซีพี

สถานการณ์ Covid-19 ในไทยยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลายผู้ติดเชื้อใหม่  ทำสถิติสูงสุดใหม่ และหากการระบาดยังรุนแรงต่อเนื่อง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจคงมาตรการล็อกดาวน์ต่อไปหรือพิจารณามาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อการระบาดยืดเยื้อ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจย่อมยืดเยื้อออกไปเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงกำลังซื้อจากผู้บริโภค อย่าง CPF หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)



ไตรมาส
2/64 กำไรปกติยังประคองตัวได้

โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า ระบุถึงผลประกอบการไตรมาส 2/64 ของ CPF ว่า คาดจะมีรายได้ที่ 1.10 แสนลบ. ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของราคาหมูในไทย เวียดนาม และต่างประเทศอื่นๆ และลดลง 23.6% VOY จากการเปลี่ยนการรับรู้รายได้ของธุรกิจอาหารสัตว์ในจีนมาเป็นรับรู้เพียงส่วนแบ่งกำไร คาด GPM ที่ 19.0% ลดลงจาก 19.9% ในไตรมาส 1/64 แต่เพิ่มขึ้นจาก 18.1% ในไตรมาส 2/63 หลังไม่มีรายได้อาหารสัตว์ในจีน โดยต้นทุนกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้นกระทบต้นทุนขายเพียง 3 - 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่านั้น และผลกระทบจากการปิดโรงงานสระบุรีเนื่องจากพบพนักงานติดเชื้อ Covid-19 กระทบจำกัด สามารถเปลี่ยนไปผลิตโรงงานแห่งอื่นแทนได้ชั่วคราว ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดอยู่ที่ 1,839 ลบ. ลดลง 10.0% จากไตรมาสก่อนหน้าเพราะราคาหมูจีนลดลง ขณะที่กำไรของ CPALL ยังได้รับผลกระทบจากการบริโภคในประเทศ และธุรกิจ Hylife ได้รับผลกระทบจากราคาหมูที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีฟาร์มหมูทำให้ต้องซื้อหมูจากภายนอกเพื่อแปรรูป แต่ยังเติบโต 16.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของ CTI (ธุรกิจฟาร์มหมูและอาหารสัตว์ในจีน) คาดไตรมาส 2/64  กำไรปกติของ CPF จะอยู่ที่ 5,175 ลบ. ลดลง 24.5% จากไตรมาส 1/64 แต่เพิ่มขึ้น 5.6% จากไตรมาส 2/63



Downside Risk ในจีน-เวียดนามเริ่มจำกัด

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/64 เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิที่ 4,500 ลบ. บวกลบ จากการลดลงของราคาหมูในเวียดนาม โดยปัจจุบันอยู่ที่ 62,000 ดองต่อก.ก. ลดลง 8-10% จากไตรมาส 2/64 ที่อยู่ที่ 68,000 ดองต่อก.ก. และลดลงราว 20 - 22% จากราคา 79,284 ดองต่อก.ก. ในไตรมาส 3/63 และราคาหมูจีนปัจจุบันอยู่ที่ 15 หยวนต่อก.ก. ลดลง 50% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามปัญหาการเพิ่มกำลังการผลิตในอัตราเร่งในช่วง ASF ระบาดหนัก ทำให้เริ่มมี Supply ในตลาดมากขึ้น


อย่างไรก็ตามคาดว่า Downside Risk ของราคาใน 2 ประเทศนี้เริ่มจำกัดเนื่องจากต่ำกว่าราคาปัจจุบันจะทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยขาดทุน ส่วนในเวียดนามมีโอกาสฟื้นตัวได้เพราะราคาที่ปรับลงเกิดจากการกลับมาระบาดของ ASF ทำให้เกิดต้องเร่งขายเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ Supply จะกลับมาตึงตัว อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจในไทยจะได้ราคาหมูที่ฟื้นตัวจากไตรมาส 2/64 และการส่งออกช่วยหนุน จากการกลับมาเปิดประเทศในยุโรป และค่าเงินบาทอ่อนค่า ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรปี 2564 ลง 16% เป็น 18,567 ลบ. โดยปรับลดส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลง 17% จาก CPALL และ ราคาหมูในจีนที่ลดลงเร็วกว่าคาด ขณะที่สถานการณ์ Covid-19 ในประเทศทำให้ยังคงประมาณการธุรกิจในประเทศไว้จากเดิมที่มีโอกาสปรับประมาณการขึ้น


ส่วนคำแนะนำการลงทุน ปรับประมาณการลงเพื่อสะท้อนความเสี่ยงยังมี Upside gain 27.6% จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 33.50 บาท ในเชิงกลยุทธ์ Wait & see เนื่องจากขาดปัจจัยบวกใหม่ในช่วงสั้นเพียงประเด็นความถูกในเชิง Valuation ที่ซื้อขายด้วย PER64 ต่ำเพียง 12 เท่า ต่ำสุดในกลุ่ม



Covid-19 ยังกดดันกำไร

ด้าน CPALL ฝ่ายวิเคราะห์ ระบุว่า คาดการณ์ไตรมาส 2/64 มีกำไรปกติที่ 2 พันล้านบาท ลดลง 19% จากไตรมาส 1/64 และลดลง 29% จากไตรมาส 2/63 ผลกระทบหลักจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นหลังคืนหนี้ก่อนกำหนด โดยปรับแหล่งที่มาของเงินกู้จากการลงทุนใน Lotus's ซึ่งบันทึกเข้ามาเพียงครั้งเดียวราว 1 พันล้านบาท ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงกว่าปกติ คาดอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท (ลดลง 23% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)โดยมีรายได้ 1.32 แสนล้านบาท ลดลง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ระดับมาร์จิ้น 21.3% ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/64 การแพร่ระบาดของ Covid-19 กระทบกำลังซื้อและสินค้าที่มีมาร์จิ้นดีเช่น Personal Care เช่น เครื่องสำอางขายได้น้อยลง เนื่องจากการลดการเดินทางในประเทศ ขณะที่แผนการขายสินค้าบิ๊กล็อตทำได้ดีต่อเนื่องมีมากขึ้น ขณะที่ผลประกอบการของ MAKRO คาดจะมีกำไรปกติราว 1.4 พันล้านบาท ( ลดลง 17% จากไตรมาส 1/63 แต่เพิ่มขึ้น 22.4% จากไตรมาส 2/63) เห็นการลดลงรายไตรมาส


ขณะที่ Same Store Sales Growth (SSSG) ในไตรมาส 2/64 ของ 7-eleven คาดจะทรงตัว โดยเพิ่มขึ้น 1 % ถึงลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีขึ้นจากไตรมาส 1/64 ที่ลดลง 17% ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานต่ำ ขณะที่ SSSG ของ MAKRO คาดจะอยู่เพิ่มขึ้นราว 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเกิดจากฐานต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน



ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส
2/64 ไปแล้ว แนะนำ ทยอยซื้อ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าไตรมาส 3/64 การระบาดของ Covid-19 รอบ 3 ยังกดดันกำลังซื้อซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ SSSG โดยสถานการณ์ในเดือนก.. ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูง อีกทั้งการฉีดวัคซีนยังทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้ภาครัฐต้องเพิ่มมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงสั้น 14 วัน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อร้านค้าสะดวกซื้อในพื้นที่ 13 จังหวัด ที่ต้องปิดในช่วงเวลา 20.00-04.00น ขณะที่ MAKRO และ Lotus's ซึ่งมีซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตยังจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคได้ โดยปิดทำการ 20.00 น. ทั้งนี้ ความเข้มข้นของมาตรการยังเป็นประเด็นติดตาม ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์แพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อหลังล็อกดาวน์ ส่วนคำแนะนำลงทุน แนะนำ ทยอยซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 71 บาท คาดผลประกอบการไตรมาส 2/64 ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้