STGT ราคาหุ้นเท่านี้ เป็นจังหวะลงทุนไหม?

ช่วงที่ผ่านมา STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดนกดดันจากปัจจัยลบทำให้ราคาหุ้นปรับลงต่อเนื่อง ทั้งสถานการณ์ Covid-19 ในประเทศเริ่มคลี่คลาย ทำให้ความต้องการถุงมือยางลดลง รวมถึง Supply ในตลาดมากขึ้นทำให้ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้นต่ำลง และล่าสุดสหรัฐอนุญาตให้ Top Glove ยักษ์ใหญ่ถุงมือยางของมาเลเซีย กลับมาส่งออกได้อีกครั้ง หลังจากที่ห้ามให้ Top glove ส่งออกไปสหรัฐตั้งแต่ก.ย. 2563 จากปัญหาการใช้แรงงานแบบไม่ถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับราคาถุงมือยางในตลาดโลก โดยนางสาวนารี อภิเศวตกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ข่าวดังกล่าวเป็นปัจจัยลบต่อ STGT ทำให้การแข่งขันด้านราคาในตลาดรุนแรงขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วและอาจส่งผลให้การดำเนินงานในอนาคตลดลงกว่าเดิม ราคาปัจจุบันคงแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 38.50 บาท เพื่อรับเงินปันผลในหุ้น STGT เท่านั้น


ด้านคุณธีร์ธนัตถ์ จินดารัตน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ STGT เป็น Neutral เพราะตอนที่ Top Glove ถูกแบนจากอเมริกา ไม่ได้ส่งผลเชิงบวกต่อราคาหุ้นของ STGT มากนัก แต่กลับทำให้ราคาขายถุงมือยางในภูมิภาคเอเชียเป็นลบ เพราะบริษัทดังกล่าวไม่สามารถส่งออกในอเมริกาได้จึงทำให้มาเร่งขายในภูมิภาคเอเชียแทน ส่งผลให้ราคาขายถุงมือยางในเอเชียตกต่ำ อย่างไรก็ตาม การที่ Top Glove กลับมาส่งออกไปอเมริกาได้น่าจะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยอ่อนค่า ทำให้การตั้งราคาในส่วนของดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถแข่งขันกับมาเลซียได้ไม่ยาก และคุณภาพสินค้าของเราก็ไม่แย่ สามารถแข่งขันได้ จึงมองว่าอาจเป็นผลบวกเล็กๆ ที่ทำให้ราคาขายถุงมือยางในภูเอเชียมีเสถียรภาพมากขึ้น


ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมองว่า STGT จะมีกำไรไตรมาส 3/64 เบื้องต้นที่ 7,300 ล้านบาทบวกลบ ทรงตัวจากไตรมาส 2/64 แต่ยังเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 โดยได้แรงหนุนจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นอีกราว 20% และปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ในเส้นทางเอเชียเริ่มดีขึ้น ทำให้ปริมาณขายอาจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 40% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นราว 8,000 ล้านชิ้น ขณะที่ราคาชายเฉลี่ย (ASP) อาจลดลงถึงราว 30% ของราคาขายในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในรูปเงินบาทอาจกระทบน้อยกว่า 3 – 5% จากผลของค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/64 และต้นทุนยางสังเคราะห์เริ่มลดลงแต่ลดลงน้อยกว่า ASP คาดเบื้องต้นที่ราว 1.61 บาทต่อชิ้น จาก 2.27 บาทต่อชิ้นในไตรมาส 2/64


เนื่องจาก ASP ที่ลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ในไตรมาส 3/64 เพื่อให้ประมาณการรัดกุมมากขึ้นฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับประมาณการ ASP ในปี 2565 ลงจาก 1.50 บาทต่อชิ้น เป็น 1.20 บาทต่อชิ้น ส่งผลให้กำไรปี 2565 ลดลง 22% เป็น 14,614 ล้านบาท ลดลง 51.0% จากปีนี้ ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าที่ระดับดังกล่าวทำให้ประมาณการกำไรมี Downside risk จำกัด และยังไม่รวมโอกาสในการลงทุนในธุรกิจอื่นที่บริษัทอยู่ระหว่างศึกษา เช่น เครื่องมือแพทย์เป็นต้น


จากการปรับประมาณการกำไรปี 2565 ลง ทำให้ราคาเป้าหมายสิ้นปีหน้าที่อิง PER 9 ลดลงเป็น 45.75 บาท ซึ่งยังมี Upside gain อีก 19.6% สะท้อนว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมามากจนสะท้อนปัจจัยลบของ ASP แล้ว จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 45.75 บาท โดยปัจจุบันหุ้น STGT ซื้อขายที่ PER65 ต่ำเพียง 7.5 เท่า ในเชิงกลยุทธ์หุ้น STGT เหมาะกับการลงทุนที่หวังเงินปันผลมากกว่าส่วนต่างราคา โดยบริษัทระบุว่าชัดเจนว่าจะจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นไม่ต่ำกว่า 1.25 บาท ในไตรมาส 3/64 ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะจ่ายในระดับนี้ได้ต่อในไตรมาส 4/64 หรือรวมครึ่งหลังปี 2564 จ่ายอีกไม่น้อยกว่า 2.50 บาท ให้ผลตอบแทน 6.5% เพื่อที่จะถึงนโยบายที่ 50% ของกำไรสุทธิ แต่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ามีโอกาสที่จะจ่ายมากกว่า 50% ของกำไรสุทธิในปี 2564 เพราะกระแสเงินสดในบริษัทค่อนข้างสูงมาก


“STGT ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน การลงทุนจะเน้นธีมเงินปันผลมากกว่าส่วนต่างราคา ซึ่งปัจจุบันยังไม่ใช่ช่วงที่จะเข้ามาเก็งกำไรในเงินปันผล เพราะยังไม่ถึงช่วงประกาศงบการเงิน ดังนั้นแนะนำให้เข้าไปเก็งกำไรในช่วงที่งบใกล้ออกมากกว่า ประมาณกลางเดือนพ.. 2564” คุณธีร์ธนัตถ์ กล่าว

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้