วิเคราะห์ 3 หุ้น ค้าปลีกรายใหญ่ไทย ได้ประโยชน์แค่ไหนเมื่อรัฐเปิดประเทศ

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวใหญ่ในคืนวันจันทร์ที่ 11 ต.ค.64 โดยมีใจความสำคัญอยู่ด้วยกัน 2 ประเด็นคือ การเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าประเทศ “ไม่ต้องทำการกักตัว” หากเข้าเงื่อนไข 1.มาจากประเทศความเสี่ยงต่ำโดยเบื้องต้นกำหนดไว้อย่างน้อย 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ, สิงคโปร์, เยอรมนี, จีน และอเมริกา 2.มีการฉีดวัคซีนครบโดส 3.มีผลตรวจ RT-PCR ในวันที่ 1 พ.ย.นี้เป็นต้นไป


อีกทั้ง มาตรการผ่อนคลาย โดยจะอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. รวมถึงการเปิดสถานบันเทิงต่างๆ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม โดยประเด็นดังกล่าวจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นต่อทิศทางการฟื้นตัวของรายได้ผู้ประกอบการที่อิงกับกิจกรรมการเดินทางและนักท่องเที่ยวต่างชาติ


โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองประเด็นดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวก อย่างกลุ่มห้างสรรพสินค้า (CRC) และกลุ่มขายสินค้าในชีวิตประจำวัน (CPALL,BJC, และ MAKRO) มากขึ้น ซึ่งหนุนโมเมนตั้มยอดขายของสาขาเดิมในช่วงปลายไตรมาส 4/64 ของกลุ่มจะฟื้นตัวขึ้นและคาดจะเป็นบวกได้ในปี 65


ประเมินว่า CRC และ CPALL จะได้ประโยชน์สูงสุดจากประเด็นดังกล่าว เพราะมีรายได้ (ช่วงก่อนโควิด) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดราว 8-10%ของรายได้และ 6-8% ของรายได้รวม ในเชิงพื้นฐานคาดไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเริ่มทยอยปลดล็อคเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้นในไตรมาส 4/64 อยู่แล้ว


ทั้งนี้ แม้กำไร้สุทธิไตรมาส 3/64 ของกลุ่มจะพลิกทำจุดต่ำสุดของปี แต่ไม่ใช่ประเด็นใหม่ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 4/64 และปี 65 มากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการปรับตู้วดี Omni-channel, การเปิดตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ หรือคุมต้นทุนที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวได้เร็วและแรงกว่ารายอื่น


ดังนั้น เราคงคาดกำไรสุทธิปี 64 กลุ่มจะลดลง 3% จากปีก่อนแต่จะจะฟื้นตัวเด่น 50% ในปี 65 โดยที่คาดกำไรสุทธิของ CRC, CPALL และ BJC ปรับขึ้นจากงวดปี 64 และแรงสุดในปีหน้า ยังคงน้ำหนักการลงทุน BULLISH เพราะเชื่อว่าตลาดรับรู้เกี่ยวกับทิศทางผลการดำเนินงานไตรมาส 3/64 ไปแล้ว ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อให้กำไรสุทธิปียังโตได้จากปีก่อน


ในขณะที่แนวโน้มปี 65 ที่จะฟื้นตัวเด่นตามธีม การเปิดประเทศ ดังนั้น เราจึงยังคงเลือก CRC (TP37) และ BJC (TP40) เป็นTop pick และเริ่มชอบ CPALL (TP66) มากขึ้นจากการปูรับโครงสร้างธุรกิจในเครือ (Lotus's และ MAKRO) ใหม่และฐานะการเงินที่จะผ่อนคลายมากขึ้นหลังธุรกรรมการปรับโครงสร้าง



วิเคราะห์มุมมองรายตัว

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า CRC คือหุ้นที่ดีสุดสำหรับธีมการเริ่มต้นกลับมาทำธุรกิจ (re-start) และการเปิดเมือง (re-open) สัญญาณจากนักลงทุนต่างชาติยังคงมั่งใจและถือครองหุ้น CRC เป็น 16.6% ของหุ้นทั้งหมด เมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง ที่ลดลง 1.2%  และแนวโน้มผลประกอบการจะพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรในไตรมาส 4/61 หลังสาขาในไทยและเวียดนามกลับมาเปิดได้แล้วใน ก.ย. ที่ผ่านมา


ที่คาดหวังคือกำไรปี 65 เติบโตสูงสุดในกลุ่มฯ สู่ 3.1 พันล้านบาท หรือโต 40% ของช่วงก่อนโควิดระบาด จากเพียง 125 ล้านบาทในปี 64 อีกทั้งยังมีอัพไซด์กำไรจากโอกาสการเข้าซื้อกิจการใหม่ปีหน้า ในมุมมองพื้นฐานแนะนำซื้อ CRC ราคาเป้าหมายอิง DCF ที่ 42 บาท ปัจจุบันมูลค่าหุ้นซื้อขายบน PBV 3.4 เท่า (ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว) และ EV/EBITDA 9.3 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มฯ ที่ 14.5 เท่า


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองของ CPALL ว่า ยอดขายสาขาเดิม ไตรมาส 4/64 ฟื้นตัวขึ้นจากฐานต่ำในปีก่อนซึ่งติดลบ 18% อีกทั้งปัจจัยจากการเปิดเมือง และการเดินทางท่องเที่ยวในเทศกาล โดยตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย. ยอดขายร้านเซเว่นฯ ที่อยู่ในปั๊มน้ำมันตามเส้นทางท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวขึ้น อีกทั้งจะมีการเร่งขยายสาขาเพื่อให้ครบตามเป้าหมาย 700 สาขา ประกอบกับแนวโน้มกำไรของ MAKRO เป็นระดับสูงสุดของปี เนื่องจากเป็นไฮซีซั่น


แม้คาดว่ากำไรไตรมาส 3/64 ยังต่ำกว่าปีก่อน แต่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวจากการที่ดอกเบี้ยจ่ายลดลงหลังการรีไฟแนนซ์เมื่อเดือน มิ.ย. แนวโน้มกำไรฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากการเปิดเมืองและการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นซึ่งส่งผลบวกต่อ SSSG ขณะที่การขายหุ้น MAKRO (PO) จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสด และอาจทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง แนะนำ ซื้อ CPALL ราคาเป้าหมาย 68 บาท


ขณะที่ BJC ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มดีต่อใน ครึ่งหลังปี 64 จากความต้องการขวดแก้วบรรจุอาหารและเครื่องดื่มหลังจากอเมริกาและยุโรปกลับมาเปิดเมือง ขณะที่กลุ่มสินค้าในประเทศ เช่นเครื่องดื่มวิตามินซีแอลกอฮอล์และโสม ยังขยายตัวดี กลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ จะได้ผลบวกการขาย Antigen Test Kit ส่วนยอดขายของบิ๊กซีในกลุ่มสินค้าอาหารได้อานิสงส์จากการล็อกดาวน์


คาดว่าจะกระทบกำไรไตรมาส 3/64 โดยเฉพาะบิ๊กซีแต่หากมีการเปิดเมือง แต่อย่างไรก็ตามผลประกอบการไตรมาส 4/64 จะกลับมาฟื้นตัวได้จากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นของบิ๊กซี โดยประเมินกำไรสุทธิปี 64 ไว้ที่ 3,829 ล้านบาท และปี 65 จะเพิ่มเป็น 5,441 ล้านบาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่