5 สิ่งที่ทำให้หุ้นนิคมฯ ถึงเวลาตีปีกบินอย่างแข็งแกร่ง?

หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีปัจจัยบวกหลายอย่างเข้ามารุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเปิดประเทศ ที่จะช่วยปลดล็อคอุปสงค์คงค้างที่ดินนิคมฯ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการตั้งฐานผลิต EV ในประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะมีความน่าสนใจแค่ไหน อ่านได้ในบทความนี้เลย


จากประเด็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนเติบโตก้าวกระโดด 140% เป็น 5.21 แสนล้านบาท ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้ ซึ่งสูงกว่าปีก่อนอยู่ 21% และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิด 11% จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 23% เป็น 1,273 โครงการ โดยเป็น FDI ถึง 71% หรือ 3.72 แสนล้านบาท เติบโต 214%


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า มองเป็นบวกต่อประเด็นดังกล่าว โดยมองว่ากลุ่มนิคมฯ จะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ซึ่งในเดือน พ.ย.จะเริ่มเปิดประเทศ รวมทั้งวิกฤต COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ยอด Presale ที่ดินเริ่มกลับมา และนักลงทุนจากต่างประเทศมีแผนจะเข้ามามากขึ้น



เปิด
5 ปัจจัยหนุน

โดยปี 2565 ประมาณการกำไรหุ้นกลุ่มนิคมภายใต้ Coverage ของเรา 2 บริษัท จะฟื้นตัว เราคาดในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2565 - 2567) ยอดขายและให้เช่าที่ดินอุตสาหกรรม เติบโต CAGR ที่ราว 15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก

1.ผลบวกจากการเปิดประเทศ

2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้แก่ วีซ่าประเภทผู้พำนักอาศัยระยะยาว ทางด้านภาษีและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ

3.การตั้งฐานการผลิต EV ในไทย โดยภาครัฐส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์สันดาป และตั้งเป้าการผลิตถึง 4.4 แสนคันภายในปี 2573

4.รัฐบาลประกาศเดินหน้าต่อโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มีการพัฒนาต่อเนื่อง

5.การย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทยมีอากาสมากขึ้น


ดังนั้นให้น้ำหนักการลงทุน "มากกว่าตลาด" โดยมองว่าผลประกอบการผ่านช่วงแย่สุดไปแล้ว และเริ่มกลับมาเติบโตในไตรมาส 4/64 ตามภาคอุตสาหกรรมโดยรวมที่ฟื้นตัวหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย จะมีการเพิ่มกำลังผลิตเต็มอัตรา ขณะที่ปี 2565 คาดผลประกอบการหุ้นกลุ่มนิคมจะฟื้นตัวโดดเด่น เราแนะนำ "ซื้อ”ลงทุน" ทั้ง AMATA ราคาเป้าหมาย 24.20บาท และ WHA ราคาเป้าหมาย 4.05บาท ด้วยมองว่าผลประกอบการของบริษัทอยู่ในช่วงการฟื้นตัว


ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเด็นคำขอ BOI เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเปิดประเทศจะช่วยปลดล็อคอุปสงค์คงค้างที่ดินนิคมฯ จึงคาดยอดขายที่ดินรวมของ AMATA, ROJNA และ WHA จะเพิ่มขึ้น 153% เป็น 2,067 ไร่ในปีนี้ และ 35% เป็น 2,791 ไร่ปีหน้า แนะนำ ซื้อ AMATA ราคาเป้าหมาย 23.50 บาท และ WHA ราคาเป้าหมาย 4.80 บาทขณะที่แนะนำ ถือ ROJNA ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท


สำหรับ BOI ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนเติบโตก้าวกระโดด 140% เป็น 5.21 แสนล้านบาท ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้ ซึ่งสูงกว่าปีก่อนอยู่ 21% และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิด 11% จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 23% เป็น 1,273 โครงการ ซึ่ง เป็น FDI ถึง 71% หรือ 3.72 แสนล้านบาท เติบโต 214%


โดยนักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นสัญชาติญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากสิงคโปร์ (อันดับ 3) ซึ่งแซงจีน ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท การลงทุนหลักอยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (15%), อุตสาหกรรมการแพทย์ (11%) และปิโตรเคมี (7%)  อุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็น 52% ของคำขอทั้งหมด และอยู่ในพื้นที่ EEC 33% หรือ 1.74 แสนล้านบาท เติบโต 59% โดย BOI คาดว่ายอดคำขอส่งเสริมฯ จะเติบโตอย่างน้อย 25% แตะ 6 แสนล้านบาทในปีนี้  ซึ่งบ่งบอกถึงอุปส์ที่แข็งแกร่งในที่ดินนิคมฯ


รวมทั้งยังมีประเด็นยืนยันเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย. จะปลดล็อคอุปสงค์คงค้าง โดยนายกรัฐมนตรีประกาศเปิดประเทศให้นักเดินทางไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. สำหรับผู้เดินทางจาก 10 ประเทศความเสี่ยงต่ำ (เช่น สหรัฐฯ, จีน, สิงคโปร์, เยอรมัน) และจะประกาศรายชื่อประเทศอีกครั้ง 1 ธ.ค. 64 และ 1 ม.ค. 65 ส่วนผู้เดินทางจากประเทศที่ไม่อยู่ในรายชื่อความเสี่ยงต่ำจะต้องกักตัวตามที่กำหนด


ขณะที่หอการค้าไทยจะเสนอให้รัฐบาลเข้าร่วม CPTPP โดยผู้แทนหอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยจะยื่นผลการศึกษาของการเข้าร่วม CPTPP ที่ให้กับนายกฯ, กระทรวงการต่างประเทศ, , และกระทรวงพาณิชย์ และเร่งใหรัฐบาลตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ นอกจาก 11 ประเทศสมาชิก (มีผลบังคับแล้ว 8 ประเทศในขณะนี้)ประเทศสหราชอาณาจักร, จีน และไต้หวัน แสดงเจตจำนงเข้าร่วม CPTPP  และยังมี เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, โคลัมเบีย, และอาร์เจนตินา สนใจที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก



ครม.จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีก 6 แห่ง

ด้านมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ครม. อนุมัติจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพิ่มเติมอีก 6 แห่ง Sentiment บวกต่อกลุ่มนิคม แนะนำเก็งกำไร โดยหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต คือ การลงทุนเอกชน ซึ่งรัฐบาลพยายามผลักดันทำให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC  3 จังหวัด คือ ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา มาตั้งแต่อดีต  โดยสิทธิประโยชน์ทั้งการลดหย่อนภาษี ฯลฯ  เพื่อจูงใจ  และยังมีมาตรการจุงใจด้านอื่นๆ ออกมาตลอดในช่วงทีผ่านมา ล่าสุด คือ อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำใน EEC ,การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 


แต่เนื่องปัจจุบันในพื้นที่ EEC ประเมินแล้วว่ามีพื้นที่รับรองการประกอบกิจการอุตสาหกรรม 15,836 ไร่ คาดว่าจะรองรับการลงทุนได้เพียง 5 ปี   ทำให้ ล่าสุดเมื่อวาน ครม. มีเห็นชอบจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพิ่มเติมอีก 6 แห่งเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S Curve   มีพื้นที่รวม 6,884 ไร่ หลักๆ คือ

  • นิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง และ หนองใหญ่ ในจังหวัดชลบุรี (ROJNA) รวม  2199 ไร่ หรือราว  32%ของพื้นที่ทั้งหมด 

  • นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จังหวัดระยอง พื้นที่ 1,498 ไร่ หรือราว 21.7%ของพื้นที่ทั้งหมด   

  • นิคมอุตสาหกรรมเอเชียคลีน จังหวัดชลบุรี พื้นที่ 978 ไร่ , นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง จังหวัดระยอง พื้นที่ 421 ไร่ ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงบ้านฉาง จังหวัดระยอง มีพื้นที่รวม 519 ไร่



ดังนั้นฝ่ายวิจัยประเมินจะสร้าง
Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสหกรรมโดยรวม  โดยเฉพาะคนที่มีพื้นที่และได้ประโยชน์มากสุด คือ ROJNA  (ดังกล่าว) รองลงมาคือ WHA  แนะนำเก็งกำไรจาก Sentiment บวก เพราะในทางพื้นฐานคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะ



เจาะหุ้นรายตัว

เริ่มจาก WHA มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า WHA มีแผนจะให้บริการเสริมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารโลจิสติกส์ร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพ) เพื่อเพิ่มอัตรากำไรและกำไรจากจาก JV จดทะเบียนใน SET บริษัทยังเติบโตไปพร้อมกับอีคอมเมิร์ซ โดยบริษัทเซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว 70,613 ตร.ม. และสัญญาระยะสั้น 100,000+ ตร.ม. เกินกว่าเป้าหมายแรกที่ 50,000 ตร.ม. คาด WHA จะเซ็นสัญญาใหม่ได้ตามเป้าที่ 175,000 ตร.ม. (สูงกว่าคาดการณ์ของเรา 3%) การขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอยู่ระหว่างการดำเนินการและคาดว่าจะบันทึกกำไร 1.5 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/64


ทั้งนี้คาดยอดขายที่ดินจะฟื้นตัว 76% เป็น 900 ไร่ปีนี้ หนุนจากลูกค้าระหว่างเจรจา 2,000 ไร่ และ MOUs 80 ไร่ หลังจากนั้นคาดปี 65 จะเติบโต 43% เป็น 1,285 ไร่ โดยประเมินกำไรสุทธิปี 64 ที่ 2,561 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,524 ล้านบาท ส่วนปี 65 คาดกำไรสุทธิเติบโตมาที่ 2,995 ล้านบาท คงคำแนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 4.80 บาท


ส่วนบริษัทลูกในเวียดนามเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการ ไม่เป็นประเด็นน่ากังวล โดย WHAUPDR (บริษัทย่อยของ WHAUP) เข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการเพื่อรักษาสิทธิ เชื่อว่าการตัดสินของ VIAC ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร จะเป็นบวกต่อ WHAUP นอกจากนี้ SDWTP (บริษัทที่ WHA เข้าไปลงทุนในเวียดนาม) กำลังรอการอนุมัติขึ้นค่าน้ำเป็น 9,600 ดง/ลบ.มจาก 7,700 ดง/ลบ.ม ซึ่งจะมีผลย้อนหลังถึงปี 2019 คาดกำไรพิเศษ 473 ล้านบาท จากการปรับราคาน้ำย้อนหลัง และยังช่วยให้ SDWTP ถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วขึ้น อัตราการผลิตที่จุดคุ้มทุนใหม่ที่ 64% (ซึ่งบริษัทผลิตได้แล้ว) จากเดิม 80%)



AMATA ยอดขายรอโอน 2,051 ล้านบาท

ถัดมา AMATA โดยนักวิเคราะห์นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า AMATA ให้ข้อมูลแนวโน้มในไตรมาส 3/64 คาดยอด Pre-Sale เพิ่ม 100 กว่าไร่ จากปัจจุบันที่ 343 ไร่ คาดยอดโอน 40-50% โดยแนวโน้มการใช้น้ำใช้ไฟ ของนิคมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยหลักจากการส่งออกของไทยที่เติบโต ปัจจุบันรายได้การให้บริการสาธารณูปโภคมีสัดส่วนสูงที่สุดของรายได้ทั้งหมด


ส่วนไตรมาส 4/64 ลุ้นการเปิดประเทศ แต่มองว่าจะกลับมาปกติได้จริง ๆ ในปีหน้า ภาพรวมปี 2564 ผลกระทบจาก COVID-19 ที่ยืดเยื้อนานกว่าที่คาดทำให้ปรับลดเป้าขายที่ดินจากเดิม 950 ไร่ เหลือ 650 ไร่ โดยที่นิคมอมตะชลบุรี เหลือ 100ไร่ และ นิคมไทยจีน ลงมาเหลือ 100 ไร่ ส่วนที่อมตะระยองยังคงเป้าไว้ที่ 450 ไร่และที่นิคมเวียดนามอาจต้องรอดูผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19


ปัจจุบันมี Backlog 2,051 ล้านบาท คาดรับรู้ที่ 50-60% อย่างไรก็ตามรอดูสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 ว่าจะเริ่มบรรเทาลงหรือไม่ ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจาก ที่ลูกค้าติดปัญหาเดินทางเข้ามาดูพื้นที่ไม่ได้และเลื่อนการโอนที่ดิน นอกจากนี้บริษัทให้ข้อมูลโอกาสน้ำท่วมที่นิคม 2 แห่งของ AMATA ยาก ไม่เหมือนนิคมบางปูหรือนิคมอื่น ๆ ที่ใกล้กรุงเทพ และที่นิคมชลบุรีมีเครื่องสูบขนาดใหญ่ ส่วนที่ระยอง พื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 80 เมตร และมีอ่างเก็บน้ำหลายแห่ง


ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดยอดขายและโอนที่ดินจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งหลัง 64 ส่วนประเด็นที่บริษัทปรับลดเป้าหมายยอดขายที่ดินลงมาไม่ได้เหนือกว่าความคาดหมายโดยประมาณการอนุรักษ์นิยม ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทแต่แรกแล้ว ซึ่งรวมผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยคาดการณ์ยอดขายที่ดินในประเทศอยู่ที่ราว 500 ไร่ ภาพรวมปี 2564 คงประมาณการกำไรที่ 1,117 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน


รวมทั้งคาดกำไรปี2565 จะเติบโตโดดเด่น 43% เป็น 1,683 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนจาก 1) ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม มียอดขายที่ดินเพิ่ม 96% เป็น 980 ไร่(นิคมอมตะชลบุรี 200ไร่ นิคมอมตะระยอง 380ไร่ เขตอุตสาหกรรมระยอง ไทย จีน 250 ไร่และนิคมอมตะเวียดนาม 150 ไร่ และยอดโอนอยู่ที่ราว 70% ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจนิคมฟื้นตัว 85%  เป็น 3,499 ล้านบาท


2) ธุรกิจสาธารณูปโภคและ โรงงานให้เช่า คาดรายได้เติบโต 11% และ 14% เทียบปีก่อนหน้า เป็น 2,146 และ898 ล้านบาทตามลำดับ ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว 3) คาดส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า (หลัก ๆ จากธุรกิจพลังงาน) ที่ 605 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่า AMATA ในปี 2565 ที่ 24.20 บาท



ROJNAรับข่าวดีตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

ส่วน ROJNA โดยบริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ยังคงราคาเป้าหมายของ ROJNA อยู่ที่ 7.70 บาท โดยรับข่าวดีจากการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการที่ครม.เห็นชอบให้จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 6 แห่ง โดยที่ 2 ใน 6 แห่งจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมของ ROJNA ทั้งนี้มองว่า ROJNA จะได้ประโยชน์เนื่องจาก 2 ใน 6 นิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ โรจนะแหลมฉบัง 698 ไร่ และโรจนะหนองใหญ่ 1,501 ไร่


นอกจากนี้แนวโน้มการขายที่ดินในนิคมฯตั้งแต่ไตรมาส 3/64 ถึงปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 จากการที่ลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะสัญชาติจีนเริ่มเข้ามาเซ็นสัญญา ทำให้บริษัทมี backlog กว่า 100 ไร่ และคาดไตรมาส 4/64 จะยังคงดีต่อเนื่องจากการเปิดประเทศ (Re-Opening) โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้อยู่ที่ 300 ไร่ (เทียบกับช่วงก่อนโควิดที่ตั้งเป้าการขายที่ดินอยู่ที่ 400-500 ไร่ต่อปี)


สำหรับความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วม เรายังคาดว่ายังอยู่ในระดับที่จัดการได้ จากการประเมิน ณ ปัจจุบัน และ ROJNA ได้ลงทุนไปกว่า 3 พันล้านบาทในการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 6 เมตร ความยาว 79 กม. ล้อมรอบนิคมที่มีกว่า 300 โรงงาน. และยังแบ่งงบอีก 300 ล้านบาทเพื่อสร้างกำแพงในเฟสใหม่


ดังนั้นยังคงประมาณการรายได้และกำไรสุทธิของ ROJNA ในปี 64-66 โดยคาดปี 64 มีกำไรสุทธิ 1,277 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,383 ล้านบาท ส่วนปี 2565 คาดมีกำไรสุทธิ 956 ล้านบาท


ทั้งนี้รายได้หลักกว่า 80% ของ ROJNA มาจากการขายไฟฟ้าให้กับ EGAT และโรงงานในนิคมฯ โดยมองว่ารายได้จากการขายที่ดินจะเป็นปัจจัยหนุน ประกอบกับ ยังคาดกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของเงินลงทุนใน GULF จะช่วยหนุนงบไตรมาส 3/64 จากการปรับขึ้นของราคาหุ้น GULF



จับตาหุ้นกลุ่มนิคมฯ ตัวใหม่
PIN

ขณะที่อีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มนิคมฯที่น่าจับตา โดยกำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นเร็วๆนี้อย่าง บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN ป็นผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม พร้อมระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันของผู้ประกอบการในพื้นที่พาณิชยกรรม ภายใต้การดำเนินงานร่วมกันระหว่างบริษัทฯ และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) (นิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน) และพัฒนาอาคารโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่าและขายสำหรับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมบนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่โลจิสติกส์ (Logistics Park) นอกจากนี้บริษัทฯ ยังลงทุนและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค (PPF)


บริษัทฯ มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญดำเนินธุรกิจมานานกว่า 25 ปี จากการเริ่มต้นพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีจำนวน 200 ไร่ จนปัจจุบันบริษัทฯ มีพื้นที่ที่พัฒนาแล้วกว่า 7,500 ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยดำเนินการออกแบบผังโครงการพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่พาณิชยกรรมและพื้นที่สีเขียว และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ได้แก่ ถนน ระบบระบายน้ำ ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบโทรคมนาคม เป็นไปตามมาตรฐานของ กนอ. โดยภายในโครงการจะมีสำนักงานและเจ้าหน้าที่ของ กนอ. เพื่อให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแบบ one-stop service เช่น การขอใบอนุญาตก่อสร้าง การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม


ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนของไทยภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และอยู่บนถนนหลักที่เชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภา โดยมีนิคมอุตสาหกรรมและโครงการ Logistics Park ที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 6 โครงการ


ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 1 (PIN1) นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) (PIN2) นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 3 (PIN3) นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 4 (PIN4) นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 5 (PIN5) และโครงการ Logistics Park จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการปิ่นทองแลนด์ (PL) โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 มีฐานลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งรวมกัน 282 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการจากต่างชาติ ประมาณร้อยละ 89 ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการจาก ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของฐานลูกค้าทั้งหมด 

รายละเอียด PIN เพิ่มเติม https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/4362



 

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”