Official Update :

“มูลค่าเงินตามเวลา”…ทำไมเงินในแต่ละเวลามีค่าไม่เท่ากัน?

เคยได้ยินกันไหมคะว่า “เงินในแต่ละช่วงเวลามีค่าไม่เท่ากัน” เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปค่าของเงินก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย


“มูลค่าเงินตามเวลา” เป็นแนวความคิดที่บอกว่า เงินในวันนี้มีค่ามากกว่าเงินในอนาคต หากมีจำนวนเท่ากัน นั่นเป็นเพราะเราสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินในวันนี้ได้ สามารถนำเงินไปลงทุน เช่น หากเรานำเงิน 10,000 บาทไปฝากธนาคาร เมื่อครบปีเราก็จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มมาด้วย หากอัตราดอกเบี้ย 2% หมายความว่าเราจะได้รับเงินเพิ่มอีก 200 บาท กลายเป็น 10,200 บาท 


“ถ้าให้เลือกระหว่างการได้รับเงินจากนายจ้างในวันนี้ 10,000 บาท กับการรอไปอีก 1 เดือน ก็ได้เงินเท่าเดิม คุณจะเลือกแบบไหน เชื่อได้เลยว่าไม่ว่าใครก็คงเลือกแบบแรก รับเงินในวันนี้เลย คุณสามารถนำเงินนี้ไปใช้จ่าย เป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ชำระหนี้สินต่างๆ หรือถ้าคุณทำธุรกิจ เป็นพ่อค้าแม่ค้า คุณสามารถนำเงิน 10,000 บาท นี้ไปซื้อวัตถุดิบ ซื้อของมาขายเพื่อทำกำไรได้ ถ้าเรารอไปอีก 1 เดือนเพื่อรับเงิน เราก็จะ เสียโอกาสในการทำกำไร หรือมี ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) นั่นเอง”


แต่ถ้านายจ้างบอกว่าจะจ่ายให้คุณ 10,200 บาท หากคุณรอได้ ถ้าเป็นแบบนี้ คุณยังจะเลือกรับเงินทันทีอยู่ไหม ถ้าคุณยังลังเล นั่นแปลว่า คุณไม่แน่ใจว่าเงิน 10,000 บาท ในวันนี้ กับเงิน 10,200 บาทในเดือนหน้า แบบไหนมากกว่า นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องเรียนรู้เรื่อง “มูลค่าเงินตามเวลา”  เพราะจะช่วยให้เราสามารถ “เปรียบเทียบมูลค่าเงิน” ในเวลาที่แตกต่างกันได้ เมื่อต้องตัดสินใจทางการเงิน


นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของเงิน ก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นภาวะที่สินค้าและบริการโดยทั่วไปมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน ราคาข้าวราดแกงหนึ่งอย่าง 25 บาท แต่ปัจจุบัน ราคา 50 บาท เงินของเรา 100 บาท ซื้อได้ 2 จาน เทียบกับ 4 จานในสมัยก่อน เงินเฟ้อทำให้เงินของเรามีค่าน้อยลง หรือทำให้เราซื้อของได้น้อยลง


หากเราไม่ได้นำเงินไปฝากหรือลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน เมื่อเวลาผ่านไป “เงินเฟ้อ” ย่อมทำให้ “อำนาจการซื้อของเราลดลง” ดังเช่นตัวอย่างในแผนภาพนี้





อำนาจซื้อของเงิน 100 บาทในอีก 3 ปีข้างหน้าเหลือเพียง 91.27 บาท หรือ อาจะกล่าวได้ว่าหากไม่ได้นำเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารหรือลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย เงินจำนวน 91.27 บาท จะเป็นมูลค่าอนาคตของเงิน 100 บาทในวันนี้ หากมีอัตราเงินเฟ้อที่ 3% ต่อปี


“แต่หากเรานำเงินไปลงทุนและได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าเงินในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่ามูลค่าเงินในปัจจุบัน”


ในชีวิตประจำวันของเรา เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องการเงินในหลายๆ เรื่อง แนวคิดเรื่อง “มูลค่าเงินตามเวลา” ถูกนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อมีโอกาส หรือทางเลือกหลายทาง



ตัวอย่าง “มูลค่าเงินในอนาคต” เทียบกับ “ผลตอบแทน” และ “เงินเฟ้อ”

คุณโจได้รับเงินโบนัสก้อนใหญ่ ณ ตอนสิ้นปี 300,000 บาท แบ่งเงินออมเป็น 3 ก้อน

  1. 100,000 บาทแรก ฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 75% เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน

  2. 100,000 บาท ที่สอง ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี

  3. 100,000 บาท ก้อนสุดท้าย ลงทุนในกองทุนผสม ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี

 





*เงินเฟ้อ 8,733 บาท ที่นำมาหักลบ อ้างอิงได้จากภาพที่ 1 เมื่อสิ้นปีที่ 3 มูลค่าเงินในอนาคตจะเหลือเพียง 91.27 บาท เมื่อไม่ได้นำไปลงทุนใดๆ หากมูลค่าเงินปัจจุบันเป็น 100,000 บาท มูลค่าเงิน ณ สิ้นปีที่ 3 จะเป็น 91,267 บาท นั่นคือ เงินเฟ้อเท่ากับ 100,000-91,267 = 8,733 บาท


“มูลค่าเงินในอนาคต” หลังหัก “เงินเฟ้อ” แล้วในแต่ละก้อน จะเป็น 93,534 บาท, 96,764 บาท และ 103,753 บาท ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า หากไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ เราอาจคิดว่าอีก 3 ปีข้างหน้า เรามีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายเหมือนปัจจุบัน แต่ถ้าหากนำอัตราเงินเฟ้อมาพิจารณาด้วย เงินที่เก็บในธนาคาร และกองทุนตราสารหนี้ จะมีมูลค่าต่ำว่า เงิน 100,000 บาทในปัจจุบัน


“ถ้าราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น 3% แบบนี้จริง เงินเราจะไม่เพียงพอซื้อข้าวของได้เหมือนเดิมแล้ว นั่นคือ อำนาจการซื้อ ของเราลดลง!!!


อาจสังเกตง่ายๆ จาก “อัตราผลตอบแทน” จากการลงทุน ถ้ามีค่าเทียบเท่าหรือมากกว่า “อัตราเงินเฟ้อ”...“มูลค่าเงินในอนาคต” ของเราก็จะลดลงน้อยมากหรือไม่ลดลง ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามอัตราเงินเฟ้อ เพราะอาจะทำให้จำนวนเงินที่มีไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย หรือเป้าหมายทางการเงินอื่นๆ ที่ตั้งไว้ได้ค่ะ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

กัลยวีร์ โรจน์สุขพัฒนา

นักวางแผนการเงิน CFP®