Official Update :

รายได้ "กิจการ" และรายได้ "เจ้าของ"...ควรแยกให้ชัดเจน

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค้าขาย บริการ หรือรับจ้าง เมื่อถึงเวลายื่นภาษีหลายคนยื่นภาษีเงินได้บุคคลและใช้วิธีการหักค่าลดหย่อนแบบเหมาตามประเภทของธุรกิจ ขณะที่บางกิจการ “ยื่นภาษีนิติบุคคล” และจัดทำบัญชีเพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ก็ไม่ได้แยกระหว่าง เงินได้นิติบุคคล และ เงินได้บุคคลออกจากกัน


“เจ้าของกิจการเหล่านี้จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีกำไรหรือขาดทุน หากเกิดปัญหาสภาพคล่องหดหาย จะสามารถแยกปัญหาว่าเกิดจาก ธุรกิจ หรือ ส่วนตัว ได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินโดยไม่รู้ตัว”



 

ร้าน A และ ร้าน B มีรายรับที่เท่ากัน แต่มีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันทำให้มีงบการเงินสิ้นปีต่างกัน ร้าน A ขาดทุน 1 แสน ขณะที่ร้าน B มีกำไร 1 แสน กำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นเกิดจากความแตกต่างของค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของที่ไม่ได้แยกออกมา


“ร้าน A มีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจรวม 6 แสนบาท และมีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลอีก 5 แสนบาท ขณะที่ร้าน B มีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ 6 แสนบาทเท่ากัน แต่มีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล 3 แสนบาท ร้านA จะรู้หรือไม่ว่าสาเหตุของการขาดทุนมาจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวหรือไม่ เมื่อไม่ได้แยกรายรับรายจ่ายออกจากกัน”


เราสามารถพบเจอเจ้าของร้าน A และร้าน B ได้ทั่วไป โดยทั้งสองคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองใช้จ่ายส่วนตัวไปเท่าไหร่เพราะธุรกิจยังมีกระแสเงินสดหมุนเวียนตลอดเวลา จนกระทั่งกิจการเกิดปัญหาสภาพคล่องหรือการขาดทุน วิธีการที่ดีและง่ายคือการกำหนดรายได้ของเราให้ชัดเจนและบริหารจัดการเงินแต่ละก้อนตามวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง “แหล่งรายได้” ที่มีความชัดเจน เมื่อเกิดปัญหาเราจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเราก็จะรู้ว่าเราใช้จ่ายได้มากน้อยแค่ไหน



“รายได้” และ “รายจ่าย” ที่ชัดเจน...กับ “การวางแผนการเงิน”





คุณหญิงไม่ได้แบ่งรายได้ของตัวเองออกจากธุรกิจ และรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจด้วยเพราะเข้าใจว่าเป็นธุรกิจของตัวเองเมื่อครบปีมีรายได้รวม 1 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 8 แสนบาท (รวมค่าใช้จ่ายของคุณหญิงจำนวน 3 แสนบาท) งบการเงินของธุรกิจมีกำไร 2 แสนบาท


คำถาม:  คุณหญิงมีรายได้เท่าไหร่?

เมื่อต้องวางแผนการเงินสำหรับเป้าหมายในอนาคต บ่อยครั้งที่เจ้าของธุรกิจเหล่านี้เกิดความสับสนระหว่าง “รายได้ของธุรกิจ” กับ “รายได้ของเจ้าของ” หลายคนนำรายได้ของธุรกิจมาใช้เป็นรายได้ของตัวเองด้วยความเข้าใจผิด


“รายได้ของธุรกิจ” คือรายรับที่ธุรกิจได้รับจากการดำเนินงาน ธุรกิจมีรายได้มาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นธุรกิจที่ดีถ้าหากมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย สิ่งที่ทำให้ธุรกิจดำเนินกิจการต่อไปได้ก็คือ  กำไร และ สภาพคล่องของธุรกิจ กิจการลักษณะนี้เมื่อเกิดผลกระทบขึ้นมาก็เท่ากับเกิดกระทบกับคุณหญิงโดยตรงเพราะสภาพคล่องที่ผูกติดกันระหว่างคุณหญิงและธุรกิจ ทำให้ไม่มีแหล่งรายได้สำรอง และไม่มีสภาพคล่องส่วนบุคคล แล้วถ้าแยก “รายได้บุคคล” ออกจาก “รายได้ธุรกิจ” ล่ะ?






สมมติว่าคุณหญิงทำการแยกการเงินธุรกิจและส่วนตัวด้วยการรับเงินเดือนปีละ 3 แสนบาท เมื่อถึงสิ้นปีธุรกิจมีกำไร 2 แสนบาท แบ่งเงินปันผลออกจากกิจการ 1 แสนบาท กำไรที่เหลือหลังจากแบ่งเงินปันผล 1 แสนใช้เป็นเงินทุนของกิจการ


เมื่อแยกเงินออกจากกันทำให้เห็นได้ว่าธุรกิจของคุณหญิงมีรายได้ 1 ล้านบาท  มีกำไร 2 แสนบาท เท่ากับมีกำไรต่อรายได้ 20% ขณะที่คุณหญิงมีรายได้จากเงินเดือน 3 แสนบาท และเงินปันผลอีก 1 แสนบาท รวมเป็นรายได้ 4 แสนบาท ทำให้คุณหญิงสามารถบริหารค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายรับของตัวเอง ทั้งยังนำเงินออมไปลงทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมหรือเพื่อเป้าหมายการเงินต่างๆ






“การแยกกระเป๋าเงินส่วนตัวออกจากกระเป๋าเงินของกิจการ เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสุขภาพทางการเงินสำหรับผู้ที่มีรายได้จากธุรกิจส่วนตัว แค่เพียง แบ่งเงินตามวัตถุประสงค์ หรือ หน้าที่ของเงิน แต่ละส่วน เช่น เงินค่าจ้างหรือเงินเดือนให้ตัวเราเอง เงินหมุนเวียนของธุรกิจเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ หรือเงินลงทุนส่วนตัวเพื่อสร้าง passive income และยังทำให้มีความชัดเจนในการบริหารและทำบัญชีธุรกิจของนิติบุคคล”


ในทางบัญชีนั้น เงินที่ถูกไปใช้โดยที่ไม่มีหลักฐานสามารถทำให้เกิด บัญชีลูกหนี้กรรมการ และ เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่นำเงินมาคืนบริษัทอีกด้วย และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือช่วยไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องหรือขาดเงินสดในการบริหารธุรกิจในวันข้างหน้าอีกด้วย


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

นรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ

นักวางแผนการเงิน CFP®