Official Update :

รู้หรือไม่?...“เงิน” ในมุมมองของคนแต่ละคนอาจ ‘มีค่าไม่เท่ากัน’

ถึงแม้ว่า “เงิน” จะเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่เงินกลับกลายเป็นสิ่งมีค่าที่หายาก จนทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อแข่งขันกันหาเงินมาใช้ในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน โดยเงินไม่เพียงแต่จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง หากแต่ยังสามารถใช้เป็นหน่วยในการวัดมูลค่าของสินค้า และบริการต่างๆ ที่เราต้องการซื้อได้อีกด้วย หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สินค้า และบริการทุกชนิดจะถูกกำหนดมูลค่าเป็นหน่วยเงิน ที่เรียกกันว่า “ราคา (Price)” นั่นเอง



“ลองคิดกันดูง่ายๆ นะครับว่า หากเรามีเงินอยู่ในกระเป๋าจำนวนหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง เพียงแค่ยื่นเงินส่งให้แก่ผู้ขาย ก็สื่อความหมายที่ชัดเจนได้แล้วว่า เราต้องการซื้ออาหารอร่อยๆ จากร้านนั้นกิน แต่ถ้าเงินที่เราส่งให้ไปมีมูลค่าน้อยเกินไป เราก็อาจไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ ตามที่เราต้องการ หรืออาจได้แค่เพียงข้าวเปล่าเพียงหนึ่งถ้วยเท่านั้นแทนก็เป็นได้”


ในทางกลับกัน หากเงินที่ส่งให้มีมูลค่ามากเกินกว่าราคาอาหาร ไม่เพียงแต่เราจะได้กินอาหารอร่อยๆ ตามที่เราต้องการแล้ว กลับยังมีเงินทอนกลับคืนมาอีกด้วย ตรงนี้จึงอาจพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่า เงินเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงอำนาจในการซื้อของเรานั่นเอง


ทั้งนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกค่าของเงินในลักษณะเช่นนี้ว่า “ค่าของเงินในประเทศ (Internal Value)” อย่างไรก็ตาม อำนาจในการซื้อดังกล่าวนี้สามารถ เพิ่มขึ้น หรือ ลดลงได้ โดยหากราคาสินค้า และบริการในอนาคตมีแนวโน้มที่จะลดลง ก็ย่อมส่งผลให้อำนาจในการซื้อของเราเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม เราสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้า และบริการได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หรือที่เรียกกันว่า ภาวะเงินฝืด (Deflation)  ซึ่งถือเป็นภาวะที่ไม่พึงประสงค์ในระบบเศรษฐกิจ


ในทางกลับกัน หากราคาสินค้า และบริการมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือเป็นภาวะที่เราเรียกกันว่า เงินเฟ้อ (Inflation)” อำนาจในการซื้อของเราก็จะลดลง เพราะด้วยจำนวนเงินที่เท่าเดิม เรากลับซื้อสินค้า และบริการได้ในปริมาณที่ลดลง





นอกจากนี้ เงินยังถูกนำมาใช้ในการเปรียบเทียบเพื่อหามูลค่าของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตราสกุลประเทศหนึ่งกับอีกสกุลของประเทศหนึ่ง ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกค่าของเงินในลักษณะเช่นนี้ว่า ค่าของเงินนอกประเทศ (External Value) โดยมูลค่าของเงินตราสกุลหนึ่งๆ อาจ แข็งค่า (Appreciation)หรือ อ่อนค่า (Depreciation) เมื่อเปรียบเทียบกับเงินตราสกุลของประเทศอื่นๆ ได้


ยกตัวอย่างเช่น หากกำหนดให้ ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างเงินบาท และเงินดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทีนี้ ถ้าเราลองพิจารณาเหตุการณ์ด้านล่างดูจะพบว่า

  • เมื่อเวลาผ่านไป อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเปลี่ยนเป็น 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ กรณีเช่นนี้ แสดงว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพราะต้องใช้เงินบาทจำนวนมากขึ้นเพื่อไปแลกเป็นเงิน1 ดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน ก็แสดงให้เห็นว่า เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินบาท

  • แต่หากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเปลี่ยนเป็น 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็แสดงว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะเราสามารถใช้เงินบาทในจำนวนที่น้อยลงเพื่อไปแลกเป็นเงินหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกันเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท


“อย่างไรก็ตาม ค่าของเงิน ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นตามหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ สำหรับในทางปฏิบัตินั้น เงินจะมีคุณค่าหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเราเองซึ่งเป็นผู้ใช้มันต่างหากละว่า จะตีค่าของมันอย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะเงินในมุมมองของคนแต่ละคนอาจมีค่าไม่เท่ากัน”


สำหรับบางคนเงิน 100 บาท สามารถใช้ซื้ออาหารอร่อยๆ ได้เพียงมื้อเดียว แต่สำหรับบางคนเงิน 100 บาท กลับใช้ซื้ออาหารกินได้ทั้งครอบครัว นั่นหมายความว่า หากเราตีค่าของเงินจนสูงเกินไป มองว่ามันคือ พระเจ้าผู้สามารถดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่เราได้ จนทำให้เรายึดติดกับมันมากจนลืมถึงสิ่งอื่นๆ และคนรอบข้างไป เช่นนี้เราก็อาจจะกลายเป็น ทาสของเงิน หรือเป็นคนที่ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเงินโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำนั้นจะผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือไม่ถูกต้องก็ตามที


ในทางกลับกันหากเรา ไม่เห็นคุณค่าของเงินเลย เอาแต่ใช้เงินฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย มือเติบ ชีวิตเราก็อาจจะประสบกับปัญหาทางการเงินในที่สุดได้นั่นเองครับ

ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์

นักวิชาการอิสระสายการเงิน-การลงทุน ชอบสื่อสารเรื่องการเงินยากๆ ให้เข้าใจง่าย ผ่านการสอน งานเขียน และการเป็นวิทยากร ทุ่มเททั้งชีวิต หวังปลุกคนไทยให้ตื่นขึ้นมา อ่านออก-เขียนได้ทางการเงิน