SCB เด่นที่ปันผล !! ลุ้นงวดครึ่งหลังปี 67 จ่ายเพิ่มอีก 7.20 บาท
หุ้นธนาคารกำลังอยู่ในกระแสความสนใจต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มต้นๆ ที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากเม็ดเงินของกองทุนประหยัดภาษีที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปีแล้ว ยังได้รับปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนภายใต้ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ของธนาคารกลางแห่งประเทศไทย
ซึ่งแม้รายได้ดอกเบี้ยรับจะปรับลดลง แต่นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแนวโน้มลูกหนี้ที่จะหลายเป็น NPL ส่งผลให้การตั้งสำรองลดลง และยังมีเงินจากการที่ภาครัฐฯ ลดอัตราเงินนำสิ่งเข้ากองทุน FIDF ลง 50% อีกด้วย
นอกจากปัจจัยบวกข้างต้นแล้ว หุ้นธนาคารยังเป็นกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูง ซึ่ง SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นที่ให้ปันผลสูง และถูกคาดการณ์ว่าในรอบผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2567 จะให้ Dividend Yield สูงถึง 6%
โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หุ้นกลุ่มธนาคารเคลื่อนไหว Outperform ตลาด เนื่องจากเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากเม็ดเงินกองทุนประหยัดภาษีในช่วงเดือนธ.ค. รวมทั้งมาตรการแก้หนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ที่คาดว่าจะส่งผลให้ NPL ของกลุ่มทรงตัวหรือลดลงในปี 2568
ทั้งนี้ จุดเด่นของ SCB คือผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง โดยคาดว่าเงินปันผลในงวดครึ่งหลังของปี 2567 จะอยู่ที่ราว 7.20 บาทต่อหุ้น หรือให้ Dividend Yield ราว 6.1% ในขณะที่ปี 2568 คาดการณ์ว่า SCB จะจ่ายปันผลในอัตรา 9.51 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึง 8.3%
ส่วนทิศทางการเติบโตในช่วงที่เหลือของปี 2567 บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 ของ SCB มีโอกาสจะโตทั้งจากไตรมาส 4/66 และ 3/67 เด่นกว่าธนาคารใหญ่รายอื่นที่มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายลงทุนพัฒนาระบบให้บริการที่มักเพิ่มเข้ามามากในช่วงปลายปี เพราะไม่มีผลกระทบจากการขาย PPV เหมือนกับไตรมาส 3/67 (ทั้งในแง่ของผลขาดทุนเงินลงทุน และการตั้งด้อยค่า)
อีกทั้งเป็นไตรมาสแรกที่ไม่มีผลขาดทุนจาก PPV เข้ามารบกวน (คาดราว 500 ลบ./ไตรมาส) หลังเสร็จสิ้นการขายหุ้นของ PPV ไปแล้ว รวมถึงการตั้งสำรองที่มีโอกาสผ่อนคลายลงต่อเนื่อง ตามทิศทางของเศรษฐกิจที่ได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐฯ ขณะที่แนวโน้ม NPL Ratio มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ หนุนให้คาดว่า SCB จะมีกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 44,475 ล้านบาท โต 2.2% จากปีก่อน และโตต่อ 3.8% ในปี 2568 โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 2568 ที่ 130 บาท

