เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง 5 วันพุ่ง 2.4% แรงสุดในเอเชีย หนุนกลุ่มนำเข้า-หุ้นมีหนี้ต่างประเทศ กูรูแนะจับตาดอกเบี้ย-ภาษีสหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยปรับขึ้นกว่า 2.4% ภายใน 5 วันทำการ ซึ่งถือเป็นระดับการแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆ นับเป็น Sentiment เชิงบวกกับกลุ่มผู้นำเข้าและผู้ที่มีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ


ล่าสุดวันนี้ (7 พ.ค. 68) ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.642 /ดอลลาร์ ฟากนักวิเคราะห์ประเมินสัปดาห์นี้ (6-9 พ.ค. 68) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.30 บาท/ดอลลาร์


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4% ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา ถือว่า Outperform เมื่อเทียบกับภูมิภาคเอเชียที่แข็งค่าเฉลี่ย 0.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเงินบาทที่แข็งค่ามักเป็น Sentiment เชิงบวกกับกลุ่มผู้นำเข้า และผู้ที่มีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ เช่น


โรงไฟฟ้า BGRIM, GPSC, GULF, บรรจุภัณฑ์ SCGP, เครื่องดื่ม OSP, กลุ่มหุ้นกลาง-เล็กที่ได้ประโยชน์จากต้นทุน วัตถุดิบอ่อนตัวลง เช่น TOA, ADB แต่จะเป็น Sentiment เชิงลบกับกลุ่มท่องเที่ยว และ ส่งออก (ชินส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ส่วนกลุ่มส่งออกอาหาร กระทบน้อยเพราะเป็นสินค้าจำเป็น)


ส่วนแนวโน้ม Fund Flow เรามองเป็นกลาง เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่เอื้อให้ Flow ไหลเข้า ขณะที่ภาพรวมการลงทุนทั่วโลก ยังต้องรอความชัดเจนในการประชุม FOMC และความคืบหน้าในการเจรจาภาษีการค้าของสหรัฐฯ


ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ รวมถึงปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ติดตามกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.30 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 33.07 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 33.07-33.77 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเยน


แม้ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯไตรมาส 1/68 หดตัว 0.3% ซึ่งเป็นการลดลงรายไตรมาสครั้งแรกในรอบ 3 ปี เนื่องจากการนําเข้าพุ่งสูงขึ้นก่อนการปรับขึ้นภาษีศุลกากรและธุรกิจต่างๆสะสมสินค้าคงคลัง ทางด้านเงินเยนอ่อนค่าลงหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% และปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจโดยส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้นสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป


โดยภาพรวมคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25-4.50% หลังการประชุมวันที่ 5-6 พ.ค. ผู้ร่วมตลาดจะติดตามสัญญาณว่าเฟดกําลังพิจารณากลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมิ.ย.หรือไม่ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเมษายนยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูงอาจทําให้เฟดหลีกเลี่ยงที่จะแสดงท่าทีชัดเจน และเฟดอาจเน้นย้ำว่าต้องพึ่งพาข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบายการค้า ขณะที่การตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะได้รับการวิจารณ์จากประธานาธิบดีทรัมป์มากขึ้น


นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะลดดอกเบี้ยลง 25bps เป็น 4.25% ในวันที่ 8 พฤษภาคม ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบีโอเจที่ช้าลงอาจถ่วงค่าเงินเยนเพียงช่วงสั้น โดยเรามองว่าหากเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างญี่ปุ่นกับต่างประเทศจะแคบลงและยังคงหนุนค่าเงินเยนในกลางถึงระยะยาว


สำหรับปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงและเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลกและภาคท่องเที่ยว โดยสงครามการค้าจะเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 68


อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังสูงมาก ขณะที่ฉากทัศน์ที่การเจรจาการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯใกล้เคียงกับปัจจุบันอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตราว 2% เราประเมินว่าการปรับโทนอย่างมีนัยสำคัญของกนง. อาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้
Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ปม "สุภาพร พิมพงษ์" หลังพบพิรุธส่อแวว “ข้อมูลไม่ตรงปก” ชี้หากข้อมูลเท็จ พร้อมเอาผิดตามกฎหมาย
Updated 1 day ago
Fun of Funds
ครึ่งแรกปี26 “ต่างชาติ” ซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นลบ. ส่วนครึ่งหลังปีนี้มี “หุ้นกู้” ครบอายุกว่า 4.2 แสนลบ. ส่วนใหญ่ 90% เป็น “Investment Grade” !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ก.ล.ต. นั่งไม่ติด! แจงปม “สุภาพร พิมพ์พงษ์” ชี้ถอนรายงานหลังพบเป็นธุรกรรมทิพย์ จ่อดำเนินคดีหากพบเจตนาส่งข้อมูลเท็จ
Updated 14 hours ago
Video
“ONE-SINGEQ” โอกาสลงทุน "หุ้นสิงคโปร์"...รับ “การปฏิรูปตลาดทุน” ครั้งใหญ่ !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ส่องมุมมอง 3 หุ้นเทคระดับโลก ใครถูกอัปเกรด ใครถูกหั่นคำแนะนำ?
Updated 1 day ago
Follow Us