เมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบปี นักลงทุนไทยปรับพอร์ต-ทำกำไรช่องทางไหนได้บ้าง?

Bond Yield อายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 24 BPS แตะระดับ 4.63% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบปี แน่นอนว่าการทะยานขึ้นของ Bond Yield ย่อมสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวสูงขึ้น และกดดันให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ถูกบีบให้แคบลง จนตลาดหุ้นหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ช่วงปรับฐาน


อย่างไรก็ตาม ในมุมของ Wealthy Thai ภาวะดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสมมากกว่าเดิม


และสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปลี่ยนแรงกดดันจาก Bond Yield ให้กลายเป็นโอกาสลงทุน นี่คือ 2 กลยุทธ์บริหารพอร์ตที่สามารถเริ่มต้นได้ทันที



กลยุทธ์ที่
1 ช้อนซื้อบอนด์ระยะยาว ล็อกผลตอบแทนสูง

คำถามยอดฮิตตอนนี้ คือ ในเมื่อ Bond Yield พุ่งสูงขนาดนี้ นักลงทุนไทยจะเข้าไปซื้อเพื่อรับผลตอบแทนได้อย่างไร? ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.07% - 4.20% (และอายุ 30 ปีพุ่งทะลุ 4.7%) ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์ไทยที่ให้เฉลี่ยเพียง 2.49% อยู่เกือบเท่าตัว บนความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating AA+) โดยมีช่องทางการลงทุนที่ง่ายที่สุด 2 ช่องทาง ได้แก่


1.ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศในไทย
เป็นวิธีที่เริ่มต้นง่ายที่สุด ใช้เงินน้อย และมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้ เช่น กองทุน KKP ACT FIXED ที่บริหารพอร์ตแบบเชิงรุก หรือกองทุนรวมทั่วไปที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะกลาง-ยาว เช่น กองทุนกลุ่ม US Treasury เพื่อล็อกผลตอบแทนระดับสูงนี้ไว้ในระยะยาว และรอรับกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อดอกเบี้ยเริ่มกลับเป็นขาลงในอนาคต


2.ลงทุนตรงผ่าน ETF ในตลาดต่างประเทศ สำหรับผู้ที่มีพอร์ตหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว สามารถเลือกซื้อ ETF บอนด์เด่น ๆ ได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชันเทรดหุ้น เช่น TLT ที่เน้นพันธบัตรระยะยาว 20 ปี+ หรือ IEF ที่เน้นพันธบัตรระยะกลาง 7-10 ปี



กลยุทธ์ที่
2 โยกเงินหนีหุ้นผันผวน ไปหลบภัยใน T-Bill

สำหรับนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานรุนแรง และไม่อยากเอาเงินไปเสี่ยง กลยุทธ์การโยกเงินสดไปพักใน T-Bill คือคำตอบที่ดีที่สุดในเวลานี้


T-Bill คืออะไร?

Treasury Bill หรือ T-Bill (ตั๋วเงินคลัง) คือ ตราสารหนี้ระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี ที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จุดเด่นคือมีความเสี่ยงต่ำมากแทบเป็นศูนย์ และให้ผลตอบแทนล้อไปกับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง การโยกเงินมาพักที่นี่จึงดีกว่าการถือเงินสดไว้เฉย ๆ เพื่อรอจังหวะช้อนซื้อหุ้นรอบใหม่


ทำไม
T-Bill ถึงน่าสนใจในเวลานี้?

  • ความเสี่ยงต่ำ: เหตุผลที่ทำให้ T-Bill มีความเสี่ยงต่ำถึงขั้นอาจเรียกได้ว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ที่ค้ำประกันโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จึงแทบไม่มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ เหมาะเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
  • ผลตอบแทนสูงล้อไปกับดอกเบี้ย Fed: เนื่องจาก T-Bill เป็นตราสารระยะสั้น ผลตอบแทนจึงวิ่งล้อไปกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed โดยตรง ซึ่งปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง (เกือบ 5%) ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่สูงและแน่นอน โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนเหมือนบอนด์ระยะยาว

  • ทางเลือกที่ดีกว่าการถือเงินสด: ในภาวะที่เงินเฟ้อยังฝังตัวลึก การถือเงินสดไว้เฉย ๆ เพื่อรอช้อนซื้อหุ้นจะทำให้มูลค่าเงินลดลง การนำเงินมาพักใน T-Bill ช่วยสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ แถมยังมีสภาพคล่องสูง พร้อมดึงเงินกลับไปซื้อหุ้นได้ทันทีเมื่อตลาดตั้งฐานได้


ช่องทางลงทุน
T-Bill

นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึง T-Bill ได้ง่าย ๆ ผ่านกองทุนรวมประเภทกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นมาก (Short-Duration Fund) เช่น กองทุน TUSFIX หรือ SCBFST ซึ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ผันผวนต่ำ และรักษาเงินต้นได้เป็นอย่างดี



ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

แม้ตราสารหนี้สหรัฐฯ จะมีความมั่นคงสูง แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ก่อนตัดสินใจลงทุน


1.ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk): เนื่องจากเป็นการลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อาจทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทลดลงหรือขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนได้ (นักลงทุนควรตรวจสอบว่ากองทุนรวมที่เลือกมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Hedged มากน้อยแค่ไหน)


2.ความเสี่ยงจากราคาผันผวน (Price Risk / Interest Rate Risk): สำหรับการลงทุนในบอนด์ระยะยาว ราคาของบอนด์จะวิ่งสวนทางกับ Bond Yield หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงพุ่งสูงต่อเนื่องและ Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ Yield จะพุ่งขึ้นอีก ซึ่งจะกดดันให้ราคาบอนด์ระยะยาวในพอร์ตลดลงชั่วคราว (แต่จะไม่มีผลกระทบหากถือจนครบกำหนดอายุ)


3.ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศบางประเภท อาจมีเงื่อนไขระยะเวลาในการขายคืนหรือได้รับเงินคืนช้ากว่ากองทุน ตลาดเงินในประเทศ (เช่น T+3 ถึง T+5) นักลงทุนจึงควรจัดสรรเฉพาะเงินเย็นหรือเงินส่วนที่ต้องการพักไว้มาลงทุนเท่านั้น



ทุก ๆ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นอย่าลืมนำปัจจัยเหล่านี้ไปพิจารณาและวางแผนให้เหมาะกับพอร์ตของตัวเอง เพื่อให้การหลบภัยไปพักเงินในครั้งนี้ปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด


Most Viewed
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ SET ครึ่งปีหลังดีหรือแย่? เป้าดัชนี 1,600-1,700 จุด เป็นไปได้แค่ไหน พร้อมโผหุ้นเด่น-ธีมลงทุนที่ต้องจับตาต่อจากนี้
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“DAOL-GTECH” กระจายลงทุน “หุ้นเทคฯ โลก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาวรับ “โลกยุคดิจิทัล” !!!
Updated 15 hours ago
Stock of the Day
SET ปิดเช้าพุ่ง 21 จุด ทะลุ 1,600 จุด สำเร็จ! รับแรงหนุนกลุ่มโรงไฟฟ้า-สื่อสาร โบรกฯ มองหุ้นไทยมีดี แต่เริ่มแพง
Updated 1 day ago
Follow Us