Blue Wave มาจริง! - Democrat ชนะถล่มทลายทั้งสองสภา

แต่ใครกำลังดีใจว่า Donald Trump จะต้องเก็บกระเป๋าออกจากทำเนียบขาว ก็ขอให้ใจเย็นก่อน!

ฮี Trump ยังอยู่อีก 2 ปี แต่คราวนี้อาจจะตามใจตัวเองไม่ได้ง่าย ๆ แล้ว


ส่วนประเทศไทยที่ไม่ได้มีสิทธิเลือกใครกับเขา วันนี้มาดูกันว่าเราอาจจะได้ผลกระทบอะไร

การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อพรรค Democrat (Blue) กวาดชัยชนะครั้งใหญ่เหนือ Republican (Red)


เพียงแต่คราวนี้ การบริหารประเทศจะไม่ได้สะดวกเหมือนเดิม เพราะสภาคองเกรสกำลังเปลี่ยนจากเพื่อนร่วมทีม มาเป็นคนที่พร้อมจะถามทุกครั้งว่า...

"จะทำอะไรอีกคะท่านประธานาธิบดี? แล้วเอางบมาจากไหน?"


1.Trump ยังเป็นประธานาธิบดี แบบที่อาจจะมีคนเบรกตลอดเวลา

ตลอดสองปีที่ผ่านมา Trump มี Republican คุมทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส เรียกว่าหันไปทางไหนก็มีแต่คนพร้อม Say YES, Mister President


แต่พอ Democrat กลับมาคุมสภา เกมก็พลิก

  • อยากออกกฎหมายใหม่? ต้องผ่านสภาที่ฝ่ายค้านคุมอยู่ก่อนนนนน

  • อยากใช้งบประมาณ?  ถามก่อน ถามดีๆด้วยนะ ไม่งั้นไม่แค่ไม่ได้งบ อาจได้ Government Shutdown เป็นของแถม

  • อยากแต่งตั้งคนของตัวเอง? วุฒิสภาว่าไง

  • อยากดำเนินนโยบายโดยไม่มีใครตรวจสอบ? อาจจะไม่ได้อีกต่อไป หมดแล้ว Honeymoon Period


แน่นอนว่า Trump ยังมีอำนาจฝ่ายบริหาร อำนาจด้านต่างประเทศ และสิทธิ Veto กฎหมายอยู่ครบ

ดังนั้น Democrat ไม่ได้มีอำนาจสั่งประธานาธิบดีตามใจเช่นกัน


สรุปคือ อเมริกาไม่ได้เปลี่ยนคนขับรถ แต่เปลี่ยนคนนั่งข้าง ๆ (และดูเหมือนจะเป็นทั้งสองข้างเลยด้วย) ให้มีอำนาจดึงเบรกมือ ส่วนรถจะวิ่งไปไหนต่อ ก็ต้องรอดูกัน


2.แล้วคนอเมริกันต้องการอะไร ถึงได้ออกมาเลือกตั้งแบบนี้? - เอาจริงอเมริกันชนเองก็อยากมีเงินเหลือใช้บ้าง ไม่ได้อยากได้สงครามหรอกมั้ง...

ชัยชนะของ Democrat ไม่ได้หมายความว่าประชาชนอเมริกันรักพรรคนี้กันทั้งประเทศ

จะอย่างไรสิ่งที่คนสนใจมากที่สุดก็คือปากท้องเสมอ และดูเหมือนรัฐบาลคุณ Trump จะสอบตกในเรื่องนี้


คนอเมริกามองว่า ค่าครองชีพ แพ๊งงงงงงงงงง แพงตะโก๊นนนนนน

ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ก่อนเลือกตั้งพบว่า 48% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนยกให้ค่าครองชีพเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ขณะที่ Pew Research พบว่า 84% ให้ความสำคัญอย่างมากกับเศรษฐกิจ


คำถามที่ประชาชนอยากได้คำตอบไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย

  • เงินเดือนเพิ่มแล้วทำไมยังรู้สึกจน? (อยากชวนมาดูบ้านเมืองเราจัง เพราะเงินเดือนก็ไม่ค่อยเพิ่มด้วยอ่าจ้า)

  • ทำไมของกินของใช้ยังแพง?

  • ภาษีนำเข้าที่บอกว่าเก็บจากต่างชาติ สุดท้ายอเมริกันชนต้องร่วมจ่ายเท่าไร?

  • เมื่อไรนักการเมืองจะเลิกทะเลาะกัน แล้วมาจัดการปัญหาปากท้องเสียที?


ในชีวิตจริง ประชาชนเอาความยิ่งใหญ่ของประเทศไปจ่ายค่าของชำที่ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้!!!

และต่อจากนี้ โจทย์ที่แท้จริงคือ Democrat จะสามารถเปลี่ยนชัยชนะทางการเมืองให้เป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้หรือไม่

หรือสุดท้ายประชาชนจะพบว่า เปลี่ยนคนคุมสภาแล้ว แต่ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม..


3.Political Gridlock:
เมื่ออเมริกามีคนขับสองคน แต่จับพวงมาลัยคนละทิศ

อีกสองปีข้างหน้า สหรัฐฯ มีโอกาสเผชิญภาวะ Political Gridlock หรือการเมืองที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตกลงกันได้


Trump อยากเดินหน้า Democrat อาจอยากให้หยุดตรวจสอบ

Democrat อยากเปลี่ยนนโยบาย Trump ก็ยังมีสิทธิ Veto

งบประมาณไม่ลงตัว? ก็อาจต้องปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนกันอีก

นโยบายการค้าไม่ชัดเจน? ภาคธุรกิจก็ต้องนั่งเดาอนาคตกันต่อไป


แต่ก็ใช่ว่า Gridlock จะเลวร้ายเสมอไป เพราะการถ่วงดุลอาจช่วยป้องกันนโยบายที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป และบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องหาจุดร่วมกัน

และ ระหว่างที่นักการเมืองกำลังพิสูจน์ว่าอเมริกาจะไปตามทิศทางของใคร ประชาชนและภาคธุรกิจอาจต้องพิสูจน์ว่าตัวเองอดทนได้มากแค่ไหน


4.แรงกระเทศจากเศรษฐกิจเมกา..ไหมน้า
แล้วประเทศไทยเกี่ยวอะไรด้วย? ....แหม เราเป็นคนรับแรงกระแทกตลอดอยู่แล้วซะด้วย

เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย การเมืองอเมริกาเปลี่ยนทีหนึ่ง ผู้ประกอบการไทยก็ต้องหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวณความเสี่ยงกันใหม่


เรื่องแรก: Democrat ชนะ ไม่ได้แปลว่า Tariffs จะหายไป

อย่าเพิ่งดีใจว่าเมื่อ Trump ถูกจำกัดอำนาจ ภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจะหายวับไปทันที

เพราะมาตรการทางการค้าหลายอย่างยังอยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Democrat และ Republican ต่างก็มีจุดยืนปกป้องอุตสาหกรรมอเมริกันในหลายประเด็น


พูดง่าย ๆ คือ พรรคหนึ่งอาจอยากเก็บภาษีแบบหนึ่ง อีกพรรคอาจอยากเก็บอีกแบบหนึ่ง

แต่ไม่ว่าจะเก็บแบบไหน ก็แปลว่า เก็บ อยู่ดี

คนส่งออกไทยก็ยังต้องถามคำถามเดิมว่า "แล้วกูต้องจ่ายเท่าไร?"

เปลี่ยนที่ เปลี่ยนคนที่ต้องจ่าย ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าเดิมเสมอไป...


เรื่องที่สอง: ตลาดเงินตลาดทุนอาจต้องรับมือกับความไม่แน่นอน

หากการเมืองอเมริกาเจรจางบประมาณกันไม่ลงตัว หรือเกิดความขัดแย้งเรื่องนโยบายการคลัง ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ค่าเงินดอลลาร์เอย Bond Yield เอย ตลาดหุ้นเอย รวมถึงกระแสเงินทุนก็พร้อมที่จะผันผวนตามสถานการณ์

ประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออก เงินทุน และเศรษฐกิจโลก หลีกเลี่ยงแรงกระแทกนี้ไม่พ้นแน่นอน


ลองนึกภาพ

ที่เมกาทะเลาะกันเรื่องงบประมาณที่วอชิงตัน แต่คนถือหุ้นตัวอยู่กรุงเทพฯ อาจต้องแหกขี้ตามานั่งลุ้นพอร์ตตัวเองตาปริบๆข้ามคืน

เหมือนที่เกาหลีว่าไว้ไม่มีผิด วาฬสองตัวตีกัน กุ้งน้อยก็หลังหัก ต่างกันนิ๊ดเดียว วาฬอยู่เมกา กุ้งน้อยที่ไทยหลังหักไปด้วย แถมหักคาเตียงอีก นอนอยู่ดีๆ เห้อ..


เรื่องที่สาม: สงครามการค้ากับจีนไม่น่าจบง่าย ๆ

หลายคนอาจเข้าใจว่า Democrat จะมีท่าทีอ่อนโยนกับจีนมากกว่า Republican

แต่ความเป็นจริงคือ ทั้งสองพรรคมีความกังวลร่วมกันเรื่องการแข่งขันทางเทคโนโลยี ความมั่นคง และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของจีน


สำหรับไทย นี่หมายถึงทั้งโอกาสจากการย้ายฐานการผลิต และความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าและการสวมสิทธิส่งออก

สหรัฐฯ อยากลดการพึ่งพาจีน จีนก็อยากรักษาตลาดของตัวเอง ส่วนไทยก็ต้องพยายามค้าขายกับทั้งคู่ โดยไม่ให้ใครหาว่าเข้าข้างอีกฝ่าย

เรียกได้ว่าการทูตเศรษฐกิจไทยต้องใช้ความสามารถในการทรงตัวสูงพอกับเดินไต่เชือกที่ขึงข้าม Grand Canyon ยังไงอย่างงั้น


ยังไม่พอ ยังมีเรื่องที่สี่: ถ้าคนอเมริกันใช้จ่ายน้อยลง ไทยก็อาจขายของได้น้อยลง

นี่น่าจะเป็นเรื่องตรงไปตรงมาที่สุด

หากค่าครองชีพยังสูง เศรษฐกิจชะลอตัว หรือผู้บริโภคอเมริกันชนลดการใช่จ่าย คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศก็อาจจะลดตาม


สินค้าไทยตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ก็ไม่วายโดนผลกระทบไปด้วย

เพราะไม่ว่าประธานาธิบดีอเมริกาจะพูดว่าเศรษฐกิจดีย์(?)แค่ไหน ถ้าผู้บริโภคไม่มีเงินซื้อของ คนส่งออกไทยก็ไม่ได้ยอดขายเพิ่มอยู่ดี


แล้วประเทศไทยทำไงดี?

นอกจากนั่งดูเขาทะเลาะกันแล้วภาวนาให้ค่าเงินบาทไม่สวิง สิ่งที่ไทยควรทำก็มีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง

!!!
แต่สำคัญทุกเรื่อง!!!

  • ผู้ส่งออก: กระจายตลาด อย่าฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับนโยบายการค้าของประเทศเดียว

  • นักลงทุน: ติดตาม Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และความเสี่ยงจากการเมืองการคลังเมกา อย่าคิดว่าข่าวการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว

  • ภาครัฐ: ต้องเจรจากับทั้งฝ่ายบริหารและสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝากความสัมพันธ์ไว้กับคนเพียงคนเดียว

  • ประชาชน: เตรียมรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ เพราะผลกระทบจากต่างประเทศอาจเดินทางมาถึงค่าครองชีพและการจ้างงานในไทยได้เสมอ


สรุปให้ฟังอีกทีว่านี่คือ อเมริการับผลเลือกตั้ง ไทยรับแรงกระแทก

การเลือกตั้ง Midterm ครั้งนี้อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจการเมืองอเมริกาไปอีกสองปี


Trump ยังอยู่ Democrat มีอำนาจในสภามากขึ้น และทั้งสองฝ่ายจะต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

อเมริกันชนคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลถูกตรวจสอบมากขึ้น และหันมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตจริงเสียที ไม่ใช่อนุมัติให้ประเทศทำแต่อะไรที่ไม่ได้สนับสนุนปากท้อง


ส่วนไทยก็ต้องเตรียมรับมือทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายเมกา

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่า Democrat หรือ Republican จะเป็นฝ่ายมีอำนาจมากกว่า ทั้งสองพรรคก็มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ของประเทศไทย


อเมริกาเลือกตั้งเพื่อกำหนดอนาคตตัวเอง ส่วนไทยที่ไม่มีสิทธิเลือกใครกับเขา ก็ต้องเตรียมตัวรับผลจากอนาคตที่คนอื่นเลือกให้

ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของอเมริกา แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นของทุกคน

สรุปในสรุป = ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะคร้าบบบบบบ ขอให้โชคดี God bless America

OldMoneyUncle

Most Viewed
Stock of the Day
SET เกือบหลับแต่กลับมาได้! ปิดบวก 11 จุด กลับสู่ระดับ 1500 อีกครั้ง หุ้นอิเล็กทนอนิกส์-ขนส่ง-แบงก์ หนุน
Updated 22 hours ago
Where to put your money
หนี้ท่วมแต่ยังไหว! ฮาวทูมนุษย์เงินเดือนบริหารหนี้ให้มีคุณภาพ (ฉบับทำได้จริง)
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ADVANC หุ้นร่วงสวนทางกำไรโต โบรกฯ มอง Q4/69 ยังโตต่อ รับไฮซีซั่น-ยอดขาย iPhone หนุน
Updated 1 day ago
Stock of the Day
คลื่นน้ำเงินกำลังมา? จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะกระทบน้ำมัน ตลาดเกิดใหม่ และประเทศไทยอย่างไร?
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“พฤศจิกา-ปีมะเมีย” ชู 2 ธีมเด่นรับการเมืองโลกร้อน… "หุ้นคุณภาพ” เด่นเรื่อง Risk-adjusted Return ส่วน “หุ้นป้องกันปท.” รับอานิสงส์ “โลกไม่สงบ” !!!
Updated 23 hours ago
Follow Us