“บลจ.บางกอกแคปปิตอล”...ผู้นำตลาด ‘กอง ETF’

สำหรับ “บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP)” นั้น ถือกำเนิดเกิดจาก “บล.บัวหลวง” โดยแยกหน่วยงานที่ดูแลเรื่อง Wealth Management ของบล.บัวหลวงออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่เพื่อทำธุรกิจบริหารจัดการลงทุนเต็มตัว


มีเป้าหมายที่จะเลื่อนสู่ บลจ.แสนล้านบาท เป็นเป้าหมายในระยะกลาง เมื่อมีโอกาสได้พบกับ 2 คู่ดูโอ ผู้บริหารแห่งค่าย BCAP ทั้ง เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา” กรรมการผู้จัดการ และ “ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร” หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน ทางทีมงาน Wealthythaiย่อมไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย


Wealthythai :
เป้าหมายการเติบโตในปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง ในแง่เครือข่ายสาขาของเราเองมีโอกาสจะขยับขยายไปมากกว่านี้หรือไม่?

เมธ์วดี : ตั้งแต่จัดตั้งบริษัทมาเราลงทุนในเรื่องระบบไปเยอะมากเพื่อให้เป็น International Standard เรียกว่าเป็นระบบที่เป็น มาตรฐานสากลเพื่อรองรับการออกโพรดักท์ของบริษัทที่จะเป็นสเกลระดับโลก เรียกว่าระบบของเราเทียบเท่ากับบลจ.ขนาดใหญ่ในไทยเลยทีเดียว


“ในส่วนของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นไตรมาสที่1/19 มีอยู่ประมาณ 36,200 ล้านบาท สิ้นปีมีเป้าหมายที่ 40,000 ล้านบาท เราถือเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน มีความถนัดและเชี่ยวชาญการลงทุนในกอง ETF"


ดร.ธนาวุฒิ
: เราเป็นลูกของ บล.บัวหลวง ในแง่ของช่องทางการจัดจำหน่ายปัจจุบันก็คงผ่านเครือข่าย ธนาคารกรุงเทพ และ บล.บัวหลวง เป็นหลัก ซึ่งทั้ง 2 แห่งนี้ก็มีระบบดิจิตัลแพลทฟอร์มไว้ตอบสนองความต้องการลงทุนของลูกค้าได้อยู่แล้ว เราขอทำในสิ่งที่เราถนัดในการสร้างสรรค์โพรดักต์เป็นสำคัญ

 

Wealthythai : ในส่วนของธุรกิจกองทุน ‘BCAP’ เริ่มจากกองทุน ETF แต่มาครั้งนี้เริ่มขยับเข้าสู่รูปแบบของ กองทุนรวม แล้ว

เมธ์วดี : (อมยิ้มก่อนตอบว่า) สำหรับ ‘กองทุนเปิดบีแคป โกลบอลเวลท์ (BCAP GW)’ ถือเป็นการเปิดตัวธุรกิจกองทุนรวมที่ไม่ใช่รูปแบบอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund : ETF) กองแรกของ BCAP เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มเติมด้วย แต่เรายังคงใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทที่มีความถนัดการลงทุนผ่านกอง ETF มาตอบโจทย์โดยกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลกผ่านกอง ETF


“นันทำให้ ‘กอง BCAP GW’ เรามีค่าธรรมเนียมการจัดการที่ ต่ำกว่ากองทุน FIF ทั่วไปในอุตสาหกรรมที่เก็บกันอยู่เฉลี่ย 2.0-2.5% นอกจากนี้เรายังสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทั่วโลก โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและพันธมิตรที่ซื้อขายกอง ETF กับเรามาอย่างยาวนาน แม้ในช่วงที่ตลาดอื่นปิดเราก็ยังสามารถซื้อขาย ETF ในราคายุติธรรมได้ ในขณะที่กอง FIF อื่นทำไม่ได้เพราะส่วนใหญ่ไปลงทุนผ่านกองแม่ในลักษณะ Feeder Fund”

 

Wealthythai : ลงทุนตรงในกอง ETF เอง ในแง่ของสภาพคล่องจะมีปัญหาหรือไม่ อย่างหุ้นต่างประเทศบางตัวใช้เงินลงทุนสูง ขนาดกองเล็กไปอาจลงได้ไม่กี่ตัว

ดร.ธนาวุฒิ : (สีหน้าจริงจังและมุ่งมั่นก่อนอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า) บริษัทมีประสบการณ์เกือบ 20 ปี ในการบริหารสินทรัพย์ให้ลูกค้ารายใหญ่ผ่าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนส่วนบุคคลเราซื้อขายกองทุน ETF มานานแล้วให้กับกองทุนเหล่านี้ ปัจจุบันเราเป็นผู้นำด้านกองทุน ETF มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 45% ของอุตสาหกรรม เราไม่มีปัญหาว่าตลาดต่างประเทศ ‘ปิด’ แต่ตลาดไทย ‘เปิด’ หากเราจะซื้อขายกองทุน ETF ก็สามารถทำได้ผ่านพันธมิตรของเรานั่นทำให้เราสามารถซื้อขายกอง ETF ได้ทั่วโลกตลอดเวลา


“กองทุน ETF เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ในตลาดสหรัฐมูลค่าการซื้อขายกอง ETF ดัชนีS&P500 ประมาณ 20,000 ดอลลาร์ต่อวัน สูงกว่าหุ้นอเมซอน (ประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน) อีก และไม่มีปัญหาเรื่องขนาดของการลงทุนมีเงิน 100 ดอลลาร์ก็ลงทุนได้แล้ว ปัจจุบันทุกสินทรัพย์ในโลกมีกองทุน ETF ลงทุน เรามีกอง ETF กว่า 5,000 กองทั่วโลกให้ลงทุนในทุกสินทรัพย์ กระจายไปในทุกภูมิภาค ที่สำคัญเราลงทุนโดยตรงด้วยตัวเองโดยใช้ ผู้จัดการกองทุน15 คนมาดูแลการลงทุนให้จริงๆ นี่คือจุดที่เราแตกต่าง”


เมธ์วดี
: ข้อดีอีกอย่างในการที่เราไปลงทุนในกอง ETF ด้วยตัวเองทั่วโลก เรามี ทางเลือก เช่น เราชอบหุ้นจีน แต่สมมติเราไม่ชอบค่าเงินหยวนเพราะมองว่ามันกำลังจะอ่อนค่า เราก็ไปเลือกลงทุนในกอง ETF หุ้นจีนที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ได้ เป็นต้น เรียกว่า...มี ความยืดหยุ่น ในการบริหารจัดการค่อนข้างมาก


“การไปลงทุนต่างประเทศเราต้องมีมุมมองเรื่อง ค่าเงิน ในบางจังหวะที่เราจะได้ประโยชน์จากค่าเงินก็ไม่จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยง ดังนั้นในส่วนที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงเราจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ในขณะที่ส่วนที่เป็นตราสารหนี้จะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนเป็นกลยุทธ์ของเรา”


ก่อนจาก ผู้บริหารทั้งคู่ของค่าย
‘BCAP’ ยังมั่นใจว่า ‘กอง ETF’ จะเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ช่วยให้การลงทุนของนักลงทุนง่ายขึ้นจริง ด้วยเงินลงทุนที่ไม่มาก ต้นทุนที่ต่ำ มีการกระจายความเสี่ยงไปในตัว สามารถนำมาใช้จัดพอร์ตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของคุณได้เป็นอย่างดี
Share: