The Conversation วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” กับ อมรเทพ จาวะลา ผอ.อาวุโส สำนักวิจัย CIMB THAI

ช่วงนี้หลายๆ คนตามอัพเดตการบ้านการเมืองอย่างใกล้ชิด อย่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (..) นัดแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่เลิกตั้งเกือบเที่ยงคืน .. เชื่อว่าหลายๆ คนก็นอนดึก เพื่อจะรอผลการรับรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 30


แล้วเศรษฐกิจไทยหลังได้รัฐบาลใหม่ล่ะ
จะเป็นอย่างไร? เมื่อมีคำถาม Wealthy Thai ก็จะหาคำตอบมาให้ เราได้พูดคุยกับดร.อมรเทพ จาวะลาผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ถึงประเด็นดังกล่าว


มาเริ่มกันเลย
!

 


Wealthy Thai
: มุมมองเศรษฐกิจรัฐบาลประยุทธ์ 2 และเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างไรบ้าง?


ดร
.อมรเทพ : ภาวะเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ 2 มองว่าการฟอร์มทีมรัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจตอนนี้ได้ โดยเฉพาะการลงทุนจากภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งภาพการทำงานของรัฐบาลใหม่ จะต่างกับรัฐบาลประยุทธ์ 1 ถามว่าเพราะอะไร? ก็เพราะว่ามีส..จากพรรคการเมืองเข้ามา แม้ว่าจะมีข่าวเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล หรือการยุบสภาเองก็ดี แต่ตัวขับเคลื่อนสำคัญ จะมาจาก 3 ด้าน ประกอบด้วย

  • ภาคเกษตร หรือเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ในประเด็นเรื่องการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ก็ต้องรอดูว่าจะสานต่อได้มากน้อยแค่ไหน
  • คมนาคม หรือตามที่เป็นข่าวว่าเป็นโควตาพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องรอดูเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อีกเช่นกัน
  • พาณิชย์ ในด้านราคาสินค้า โดยสิ่งที่น่าติดตามคือ รัฐบาลนี้จะต่อยอดธงฟ้าหรือไม่ เพราะประเด็นสำคัญที่จะต้องประคับประคองเศรษฐกิจไปให้ได้คือการกระจายรายได้

 

ภาพรวมเชื่อว่าเศรษฐกิจในประเทศจะไปของมันได้ ยิ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้เราได้พึ่งพิงเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวบ้าง การส่งออก 2562 น่าจะออกมาติดลบ หลังจากติดลบมาหลายเดือน แต่ภาพรวมก็น่าจะโตขึ้น แม้ว่าสำนักวิจัยต่างๆ หรือธนาคารโลก (World Bank) จะออกมาปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ (จีดีพี) เหลือแค่ 3.5% ก็ตาม


เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่
สิ่งสำคัญคือการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่เป็นรายจ่ายหรือการลงทุน ซึ่งผมเชื่อครับว่าสิ่งเหล่านั้นน่าจะเกิดขึ้นได้ หลังมีการแถลงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ


งบประมาณมีประเด็นที่น่าสนใจคือว่า
รอบของงบประมาณจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนั้น ต้องผ่านสภาส.. เพื่อถกงบประมาณเหล่านั้น ซึ่งตามข่าวอาจจะไม่ทัน มีการเลื่อนการออกไป ต้องจับดูว่าจะมีผลอย่างไรในไตรมาสที่ 4/2562 ว่างบประมาณที่เหลือนั้นจะถูกนำมาใช้อย่างไร

 


Wealthy Thai
: จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน คนให้ความสนใจกับการทำงานของรัฐบาล และติดตามการประชุมสภาฯ มากขึ้น จะมีผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง?


ดร
.อมรเทพ : ในแง่การดำเนินงานผมว่าไม่กระทบ ส่วนนโยบายที่น่าจับตามีอะไรบ้าง จากการผสมผสานจากหลายๆ พรรค ถ้าเราดูนโยบายเศรษฐกิจจะเห็นภาพ ยกตัวอย่างเช่น ด้านการประกันรายได้ การก่อสร้าง การดูแลราคาสินค้า การกระจายโอกาสให้ภาคต่างจังหวัด สำหรับร้านค้ารายเล็กรายน้อย ซึ่งโดยสรุปผมมองว่าน่าจะเห็นภาพกำลังซื้อดีขึ้น การกระจายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นภาพนโยบายชุดใหม่


 
( พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา )



Wealthy Thai
: ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง?


ดร
.อมรเทพ : ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาให้ดี อาจจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้โดยตรง และเป็นปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก เพราะฉะนั้นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย น่าจะมาจากการส่งออกจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งก็มีทีท่าว่าจะขยายวงกว้างขึ้น


สงครามการค้าตัวนี้แหละครับที่จะกดดันภาคการส่งออก
ทำให้ยังคงติดลบต่อเนื่อง ซึ่งผมประเมินว่าการส่งออกไตรมาสนี้น่าจะติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 3 ด้วยเช่นกัน แต่มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4


การติดลบในจุดนี้
จากเรื่องสงครามการค้าจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สังเกตได้จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว และยังมีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงระยะสั้นๆ


การส่งออกจึงกระทบในหลายๆ
ด้าน ทั้งการจ้างงาน การลงทุน มีปัญหาเป็นลูกโซ่ เพราะปัจจุบันการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 60% ของจีดีพี ดังนั้นจึงหวังว่านโยบายรัฐบาลทั้งการกระจายรายได้ การเร่งการลงทุน เช่น การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับยุโรป เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ให้เข้ามาบ้านเรา จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีได้ ซึ่งก็จะเห็นได้จากการขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ขยับค่อนข้างสูงในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

 


Wealthy Thai
: ความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้าที่กระทบเศรษฐกิจไทย ก่อนหน้านี้มันมีประเด็นว่าจีนจะย้ายฐานการลงทุนมาไทยและอาเซียน ส่วนนี้ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน 


ดร
.อมรเทพ : โจทย์สำคัญกว่าคือการดึงดูดการลงทุน เพราะปัจจุบันนักลงทุนย้ายไปเวียดนามมากกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างสาธารณูปโภค เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อเมื่อนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทย ไม่ให้เสียโอกาส

 
( ดร.อมรเทพ จาวะลา )


Wealthy Thai
: มีมุมมองต่อความเชื่อมั่นด้านตลาดเงิน-ตลาดทุนอย่างไรบ้าง ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศ


ดร
.อมรเทพ : ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยเองก็ดี หรือการลดขนาดงบดุลในสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้เม็ดเงินไหลเข้ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ ทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น ซึ่งเราก็ได้เปรียบว่าเป็นประเทศที่บัญชีเดินสะพัดเกินดุล ทั้งนี้เงินเข้าเร็วก็ออกเร็วเช่นกัน สังเกตจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วมาก ก็จะย้อนกลับไปอีกว่าการสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนจึงสำคัญมาก

 


Wealthy Thai
: เพราะฉะนั้นในสภาวะเช่นนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องเตรียมความพร้อมหรือรับมืออย่างไรบ้าง


ดร
.อมรเทพ : เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าแน่นอน เพราะการส่งออกติดลบ บาทแข็ง เศรษฐกิจชะลอ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับตัวโดยผมมองใน 2 ประเด็นสำคัญคือ 1.การรับกระแสใหม่ๆ และ 2.การทำอะไรใหม่ๆ จึงจะผ่านไปได้

 


Wealthy Thai
: สุดท้ายอยากให้สรุปผลงาน Masterpiece ของรัฐบาลในปีนี้อีกครั้ง


ดร
.อมรเทพ : ก็อย่างที่กล่าวไป ผมให้น้ำหนักกับการสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือการจัดการงบประมาณรายปี และสุดท้ายคือการกระจายรายได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


ส่วนกระแสตื่นตัวทางการเมือง
มองว่าจะเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะประชาชนจะช่วยตรวจสอบการทำงาน การดำเนินนโยบาย มากกว่าจะทำให้นโยบายสะดุด



รูปประกอบจาก https://www.cimbthai.com/th/personal/news-and-promotions/promotions/news/news14.html

Share: