“บลจ.กสิกรไทย”...ชู ‘Mega Trend’ ตอบโจทย์ลงทุนอย่างยั่งยืน หวังรัฐสานต่อ... ‘กบช.+ Tax Fund’ ทัน “บิ๊กตู่-2”

เบื่อมั้ย?...กับการวิ่งหาผลตอบแทนระยะสั้น เหนื่อยมั้ย?...กับการตามติดปัจจัยกระทบบรรยากาศการลงทุนระยะสั้น จะดีกว่ามั้ย?...ถ้าคุณจะเลือกลงทุน แบบยั่งยืนในระยะยาวเป็น 10-20 ปี ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมาปวดหัวกับความผันผวนในระยะสั้นของตลาดที่นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ


นี่คือแนวคิดที่ตกผลึกแล้วของ “บลจ.กสิกรไทย” และแน่นอนคนที่จะมาให้คำตอบได้ที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้ ต้องแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายยักษ์เขียว “วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร นั่นเอง ตาม ‘Wealthythai’ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน

 


Wealthythai :
ทำไมต้อง “Mega Trend”?


วศิน
: การจัดสรรสินทรัพย์ไปตามภาวะตลาดในระยะสั้นนั้น ไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีนักสำหรับการลงทุน เราพยายามที่จะให้นักลงทุนมองภาพการลงทุน ระยะยาว ไม่แนะนำอะไรที่เป็นภาพระยะสั้นให้กับนักลงทุน ถ้าเรามองเห็น Trend…เราจะมองเห็น Theme และในท้ายที่สุดเราจะมองเห็นสิ่งที่เราจะไปลงทุนได้


“จะเห็นว่าเราไม่ได้ออกกองทุนที่เป็น ‘Pure Technology’ ออกมาเลย เพราะธีม (Theme) พวกนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มาเร็ว ไปเร็ว ไม่ยั่งยืน เราพยายามมองหาการลงทุนที่ตอบโจทย์ในระยะยาวมากกว่า นั่นก็คือ ‘Mega Trend’ ซึ่งเป็นแนวโน้มหลักของโลกที่กินระยะเวลานานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป เรามองหา Mega Trend เหล่านี้”

 


Welathythai :
มี Mega Trend อะไรบ้างที่ บลจ.กสิกรไทย มองเห็นว่าน่าสนใจ?


วศิน
: (ยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะตอบว่า...) ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลกระทบระหว่างกันในทุกประเทศทั่วโลก ทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทยต่างต้องปรับตัว เพื่อให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมกองทุนรวม เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของโลก (Mega Trends) ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

  1. ‘การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization)’
  2. ‘นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Technological Innovation)’
  3. ‘ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (Resource Scarcity)’
  4. ‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม (Demographic & Social Change)’


“เราจึงมุ่งพัฒนากลยุทธ์และนวัตกรรมการลงทุน ด้วย Theme การลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่สอดคล้องกับกระแส ‘Mega Trends’ เหล่านี้ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนแบบยั่งยืนผ่านกองทุนรวม”


ยกตัวอย่าง ‘ความเป็นเมือง (Urbanization)’ ก็มีมานานแล้วและมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเช่นกัน ย้อนไป 10 ปีก่อน Urbanization’ ความเป็นเมืองอาจจะหมายถึงการมีบ้าน ,มีรถ แต่ปัจจุบันอาจจะหมายถึง Smart City ซึ่งหากดูจากภาพภายนอกอาจดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่นี่เป็นเรื่องของการวางผังเมืองที่จะตอบรับการใช้ประโยชน์ของประชาชนที่เข้ามาอยู่ในเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะระบบขนส่ง การแชร์ทรัพยากรร่วมกัน เป็นต้น

 


Wealthythai :
สามารถลงทุนต่อเนื่องได้แม้ในช่วง วิกฤติ’? ที่หลายคนกังวลว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้


วศิน
: (ตอบด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า...) การลงทุนใน ‘Mega Trend’ นี้ สามารถลงทุนได้ระดับ 10-20 ปี ต่อเนื่องไปข้างหน้า แม้ช่วงที่ผ่านมาดูคนส่วนใหญ่และตลาดมีความกังวลเรื่อง เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ แต่เท่าที่เราได้พบปะพูดคุยกับนักลงทุนส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่าจะเป็นแค่ เศรษฐกิจชะลอตัว เท่านั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)’ ก็ส่งสัญญาณพร้อมดูแลเศรษฐกิจเช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก


“ส่วนตัวไม่คิดว่าจะมี วิกฤติ เกิดขึ้นอย่างที่กังวลกันแต่ประการใด และ ‘Mega Trend’ เหล่านี้เป็นการเติบโตบนพื้นฐานไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ตาม”

 


Welathythai :
การลงทุนตาม ‘Mega Trend’ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนในระยะยาวได้จริงๆ?


วศิน
: (ยิ้มเล็กน้อย...) สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คือ การเฟ้นหา Theme การลงทุนที่สอดรับกับกระแสโลก โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับ ‘Baillie Gifford’ บริษัทจัดการลงทุนสัญชาติสก็อตแลนด์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปี ออก กอง K-CHANGE’ ซึ่งมี Theme การลงทุนที่ต้องการสร้างผลเชิงบวกให้กับสังคม เพื่อช่วยให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี
“ผู้ลงทุนเองก็ได้ผลตอบแทนที่ดี ผลงานของกองทุนหลักติดันดับ Top Quatile อย่างสม่ำเสมอ การเลือกเป็น ‘Sub-theme’  ขึ้นมาก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีล้อไปกับ Theme ใหญ่ได้เช่นกัน”

 


Wealthythai :
มีแผนจะออกกอง ‘Mega Trend’ เพิ่มเติมอีกมั้ย? จะเป็นแนวไหน?


วศิน
: บริษัทมีแผนจะออก “กองทุน Mega Trends เพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่3/19 นี้ โดยเราพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Allianz Global Investors’ เป็นกองทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถมีส่วนร่วมกับกระแสที่กำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกได้ ผ่านวิธีการลงทุนแบบ ‘Thematic Investing’ โดยใช้กลยุทธ์การลงทุนใน Theme ที่หลากหลายและได้รับประโยชน์จากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก อีกทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต


“อย่างไรก็ตาม Theme การลงทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอโดยจะนำ  Theme การลงทุนใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เข้ามาแทนที่ Theme การลงทุนเดิมซึ่งมีราคาปรับตัวขึ้นถึงจุดสูงสุดไปแล้ว เป็น ‘Global Theme’ ที่อยู่ภายใต้ ‘Mega Trend’ ต่างๆ ซึ่งน่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ในระยะยาวด้วย”

 


Wealthythai :
ไหนๆ เจอคุณวศินแล้ว ขอถามในหมวก นายกสมาคมบลจ.หน่อย...เราได้หารือกับภาครัฐในเรื่องสำคัญๆ อะไรบ้าง? มีเรื่องกอง LTF’ ที่จะหมดอายุในปีนี้ด้วยมั้ย?


วศิน : (อมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบว่า...) ที่มีการพูดคุยกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น เป็นเรื่อง “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” ว่าภาครัฐมีแนวโน้มจะผลักดันเรื่องนี้ต่อหรือไม่ ซึ่งเราก็หวังว่าภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีคนเดิม ก็น่าจะได้รับการสนับสนุนและออกมาได้ทันใช้ในรัฐบาลชุดนี้


“ส่วนเรื่อง กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ ที่จะหมดอายุสิ้นปี19 นี้นั้น เท่าที่ทราบทางสศค.เองก็อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนใหม่ที่จะมาแทน ‘กอง LTF’ อยู่ ทางสมาคมบลจ.เองยังไม่มีโอกาสเข้าไปหารือในเรื่องนี้แต่ประการใด แต่ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสเข้าไปหารือในเรื่องดังกล่าวในเร็วๆ นี้เช่นกัน จะมีเรื่อง ‘รูปแบบการลงทุน’ และประเด็นเรื่อง ‘ภาษี’ ที่เราอาจจะเห็นต่างกันอยู่”
รูปแบบการลงทุนทางสมาคมฯ อยากเสนอให้เป็นการลงทุนที่เกี่ยวกับ โครงสร้างพื้นฐาน&ESG’ 50% ส่วนอีก 50% เป็น ‘Free Hand’ ลงทุนในหุ้นทั่วไป ระยะเวลาการลงทุน ‘7 ปี จริงๆ จะ 7 ปี หรือ 10 ปี ก็ได้ ส่วนเรื่องการลดหย่อนภาษีปรับให้ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 250,000 บาท แต่ในส่วนของเรื่องประโยชน์ทางภาษีนั้นน่าจะเป็นบทบาทของกระทรวงการคลังที่จะพิจารณาอยู่แล้ว เราเองคงเป็นเรื่องรูปแบบการลงทุนมากกว่า


ชัดเจนกันไปทั้งแนวคิดอันเป็นเหตุที่มาของ
‘Mega Trend’ เพื่อตอบโจทย์การลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว และพ่วงท้ายด้วยสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่สนใจ คือ ‘Tax Fund’ รูปแบบใหม่กับ “วศิน วณิชย์วรนันต์” หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

Share: