“บลจ.เอ็มเอฟซี (สิงคโปร์)” - “เครือข่ายธ.ออมสิน”...จิ๊กซอว์แห่งการเติบโตก้าวกระโดด

ย้อนหลังไปแค่ 3 ปี หนึ่งในทำเนียบ Top 5” ของอุตสาหกรรมกองทุนหนึ่งเดียวที่ไม่ใช่บลจ.ลูกแบงก์ก็คือ “บลจ.เอ็มเอฟซี” นั่นเอง ก่อนจะหลุดจากชาร์ตไปให้กับบลจ.ลูกแบงก์ขนาดกลางไป แต่กลุ่มผู้บริหารบลจ.เอ็มเอฟซีเองไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ประการใด ได้ดึงมือดี “เดนนิส ลิม” แห่ง ‘Templeton Asset Management Ltd.’ มานำทัพในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เมื่อปลายปี2018 ที่ผ่านมา และหลังจากใช้ระยะเวลาไม่นานนักวันนี้ ผู้บริหารใหญ่ไฟแรงได้นำทีมงานประกาศแผนทวงคืนความยิ่งใหญ่ พร้อมกลับสู่ทำเนียบ ‘Top 5’ ของอุตสาหกรรมไทยอีกครั้งภายใน 3 ปี แน่นอนว่าทีมงาน ‘Wealthythai’ ย่อมไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวที่น่าสนใจมากฝากกันเช่นเคย



ฝันให้ไกล...แล้วไปให้ถึง
‘3 Go’ สู่เป้าหมายระยะสั้นสิ้นปีนี้ดัน AUM แตะ  5.43 แสนล้านบาท 

         
ปัจจุบัน ‘บลจ.เอ็มเอซี’ ยังอยู่ในอันดับ6 ติดทำเนียบ Top10 ของบลจ.ที่มี AUM มากสุดในอุตสาหกรรม และถือเป็นบลจ.ที่ ‘ไม่ใช่บลจ.ลูกแบงก์’ ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม

           
“เดนนิส ลิม” บอกถึงแผนการเติบโตในระยะสั้นปีนี้เอาไว้ว่า ตั้งเป้าจะเพิ่มสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ขึ้นเป็น 543,000 ล้านบาท ในสิ้นปี19 นี้ หรือโตเพิ่มขึ้น 17.2% จากสิ้นปี18 โดยเราจะเดินไปใน 3 ทิศทาง

         
‘Go Big’ จากปัจจุบันที่บริษัทมีกองทุนภายใต้การบริหารจำนวนมาก จะก้าวไปสู่การสร้าง ‘กองเรือธง (Flagship)’ ที่มีจุดเดนและแตกต่างจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมเพื่อตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับผู้ลงทุนประมาณ 10 กอง ซึ่งปัจจุบันได้สร้างไว้แล้ว 5 กอง โดยตั้งเป้าให้ Flagship เหล่านี้มีสินทรัพย์ขึ้นไปแตะระดับ 10,000 ล้านบาท ในช่วง 2 – 3 ปี ข้างหน้า ให้ได้

           
‘Go Digital’ บริษัทได้ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาช่องทางการขายและให้บริการนักลงทุนผ่านช่องทาง ‘E-Chanel’ เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ในสิ้นปี19 นี้ และถือว่าไม่ได้ช้าแต่ประการใด เพราะช่องทางดิจิทัลนั้นการเติบโตขึ้นกับความพร้อมของตลาดด้วยเช่นกัน แม้แต่ในสิงคโปร์เองช่องทางนี้ก็ไม่ใหญ่แต่มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับในไทยเช่นกัน ดังนั้นเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้นี้จึงพัฒนามาจนอัพเดทใหม่ล่าสุดแล้ว ก็ถือเป็นข้อดีที่เราเพิ่งทำและไม่ได้ถือว่าช้าไปแต่ประการใด

           
‘Go Regional’ คือการรุกไปในตลาดภูมิภาคไม่จำกัดแค่ในประเทศไทย เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนให้กับนักลงทุนไทยให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 
( เดนนิส ลิม )

 


ตั้ง “บลจ.เอ็มเอฟซี (สิงคโปร์)”...หวังได้เงินต่างชาติบริหารกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ใน 2-3 ปี
 

         
“เดนนิส ลิม”
ยังบอกอีกว่า บริษัทเน้นกลยุทธ์เชิงรุกมุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังอาเซียนเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันขึ้นสู่ระดับภูมิภาค พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจภายใต้ชื่อ “บลจ.เอ็มเอฟซี (สิงคโปร์)” อยู่ ซึ่งน่าจะได้รับอนุมัติและสามารถจัดตั้งออฟฟิศที่สิงคโปร์ได้ภายในไตรมาสที่3/19 นี้ โดยออฟฟิศสิงคโปร์นี้มีภารกิจหลักอยู่ 2 อย่าง

  1. การบริหารจัดการเม็ดเงินของนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งบริษัทมีความชำนาญในภูมิภาคนี้ สามารถดูแลบริหารจัดการควบคุมการลงทุนได้อย่างใกล้ชิด เป็นการเลือกหลักทรัพย์รายตัวเพื่อลงทุน เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ลงทุนไทย จากปัจจุบันที่นักลงทุนไทยที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ ส่วนใหญ่ ‘กองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศ (FIF)’ นั้นจะเป็น Feeder Fund ซึ่งทำให้เสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน กระบวนการลงทุนที่ควบคุมไม่ได้ขึ้นกับกองทุนหลัก แต่เราทำได้เองด้วยประสบการณ์และความชำนาญของเราเอง

    “ยกเว้นในภูมิภาคที่เราไม่เชี่ยวชาญก็จะลงทุนผ่าน Feeder Fund เช่นกัน เช่น สหรัฐ หรือยุโรป เป็นต้น แต่ในเอเชียถือเป็นพื้นที่ของเรา พร้อมยกระดับบลจ.เอ็มเอฟซี สู่บลจ.ระดับภูมิภาคด้วยเช่นกัน นี่จะเป็นฟังก์ชั่นแรก คือบริหารเงินในต่างประเทศให้กับเม็ดเงินลงทุนไทย”

  2. ดึงเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย อีกฟังก์ชั่นของออฟฟิศที่สิงคโปร์คือระดมเงินลงทุนจากกลุ่ม ‘นักลงทุนสถาบัน’ และ ‘ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth)’ มาลงทุนในไทย ซึ่งโฟกัสไปที่ ‘หุ้นไทย’ เป็นสำคัญ เพราะปัจจุบันยังมีกลุ่มนักลงทุนที่สนใจมาลงทุนในไทยอีกเป็นจำนวนมาก แต่เขาต้องการใครที่ไว้วางใจได้ มีกระบวนการลงทุนที่ชัดเจน ที่สามารรถตอบโจทย์เขาได้ในระยะยาวมาช่วยเขา ซึ่งเราเชื่อว่าประสบการณ์ของเราจะตอบโจทย์นักลงทุนกลุ่มนี้ได้แน่นอน

    “ในเบื้องต้นเราตั้งเป้าจะดึงเม็ดเงินต่างชาติมาลงทุนได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ในช่วง 1 ปีแรกหลังจากเปิดออฟฟิศที่สิงคโปร์อย่างเป็นทางการ และระดมทุนได้ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ (=60,000 ล้านบาท) ในระยะ 2 – 3 ปี ข้างหน้า”

 


“เครือข่ายธ.ออมสิน”...ศักยภาพในการเติบโตแห่งอนาคต

         
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักของ ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ คือ “ธ.ออมสิน” หนึ่งในแบงก์ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศกว่า 1,600 สาขา ทั่วประเทศ มีสินทรัพย์ที่ใหญ่สุดแบงก์หนึ่งในไทย

         
“สุเมธา ลิ่วเฉลิมวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
บอกว่า เครือข่ายธ.ออมสินที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพจากช่องทางนี้มากนัก แต่เราก็มีการทำงานใกล้ชิดกันมาตลอดแต่ที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจฐานลูกค้าของธ.ออมสินให้ดี เพื่อจะได้นำเสนอโพรดักต์ให้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเรายังคงทำงานใกล้ชิดกันเสมอมา ตรงนี้ถือเป็น ‘จุดแข็ง’ หนึ่งของเรา     


ที่สำคัญปัจจุบันบริบทของธุรกิจกองทุนรวมต่างไปจากเดิม แบงก์เองมีแนวโน้มจะเปิดมากขึ้นในการที่จะนำโพรดักต์ของบลจ.อื่นมาขายด้วย ตรงนี้ก็คือโอกาสที่ท้าทายของเรา แต่ที่สำคัญเราต้องทำโพรดักต์ให้มีคุณภาพ มีบริการที่ดี และที่สำคัญมีผลการดำเนินงานที่ดีด้วย เพื่อให้แบงก์พิจารณานำกองทุนของเราไปแนะนำให้กับลูกค้าของเขา


 
( สุเมธา ลิ่วเฉลิมวงศ์ )

           
ปัจจุบันช่องทางการจัดจำหน่ายนของบริษัทแบ่งได้เป็น 4 ช่องทาง ได้แก่

  1. เครือข่ายธ.ออมสิน ซึ่งปัจจุบันยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ
  2. ตัวแทนขายอิสระของบริษัท (IP อิสระ) ที่มีกว่า 50 ราย ซึ่งถือเป็นกำลังที่สำคัญในปัจจุบันของบริษัท
  3. ตัวแทนขายอื่น (Selling Agent) ทั้งโบรกเกอร์และแบงก์กว่า 20 -30 แห่ง
  4. E-Chanel ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสิ้นปี19 นี้

           
“นอกจากนี้เราจะสร้างกอง Flagship ที่มีความแตกต่าง ที่บลจ.อื่นไม่สามารถทำได้ ในเร็วๆ นี้ เราจะออกทางเลือกการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภท ‘High Yield’ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีใครนำเสนอให้กับนักลงทุน เราก็จะมองหาตราสารหนี้เพื่อลงทุนโดยคาดว่าในอนาคตบริษัทเหล่านี้จะได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ดีขึ้นในอนาคต เป็นบริษัทที่ดีซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั่นเองเพื่อลงทุน โดยอัตราผลตอบแทนจะสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ปกติที่ลงทุนใน Investment Grade อยู่พอสมควรเลยทีเดียว เป็นต้น”

           
ท้ายสุด “บลจ.เอ็มเอฟซี” มองว่า Land Scape ของการทำธุรกิจกองทุนในไทยกำลังเปลี่ยนไป เครือข่ายสาขาแบงก์ไม่ใช่ข้อจำกัดในการแข่งขันอีกต่อไป ถือเป็นความท้าทายและเป็นโอกาสสำหรับ ‘บลจ.ที่มีความเป็นอิสระ’ อย่างบลจ.เอ็มเอฟซีอยู่ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว
Share: