“ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน”...เลื่อนชั้นสู่ ‘กระแสหลัก’ ของโลก

ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” ร่วมกับ “สภาธุรกิจตลาดทุนไทย” “สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย” และ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” จัดสัมมนาในหัวข้อ Towards the Sustainable Finance & Investment in Thailandเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 19 ที่ผ่านมา


โดยมีวิทยากรซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากในและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการส่งเสริมการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน แก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคมสิ่งแวดล้อม

 

ผู้ร่วมสัมมนาได้กล่าวถึงความสำคัญของ ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน เช่น Green Bond ,Social Bond และ Sustainability Bond ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ทั่วโลก ในปี2018 ที่มีส่วนช่วยพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และช่วยให้กิจการที่ใส่ใจในเรื่องดังกล่าวเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน

 

 

“ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน”...มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

“วรัชญา ศรีมาจันทร์” รองเลขาธิการ ก.ล.ต. บอกว่า ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ขณะนี้กลายเป็นปัญหาหลักอันดับต้นของโลกรวมถึงไทยด้วย จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องร่วมกันแก้ไข เช่น ปัญหาเขาหัวโล้น จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นต้นน้ำ ของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรรวมทั้งเกษตรกรขาดที่ดินทำกิน หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาอาจก่อให้เกิดวิกฤติน้ำหรือมหาอุทกภัยดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต


“ทั้งนี้ ทั่วโลกมีความตื่นตัวและพบว่ามีโครงการจำนวนมากที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ต้องการแหล่งเงินสนับสนุนการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ที่รณรงค์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือ “ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน” ที่พบในต่างประเทศนั้นเป็นประโยชน์ในภาพรวมต่อทั้งระบบ โดยผู้ออกสามารถกระจายฐานผู้ลงทุนที่กว้างขึ้น สภาพคล่องในตลาดรองตราสารดังกล่าวจึงมักดีกว่าตราสารหนี้ปกติ ทำให้ได้ราคาที่ดี”


นอกจากนี้ กิจการยังสามารถนำกลยุทธ์ Environmental Social and Governance (ESG)’ มาปรับใช้ในธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังมีความท้าทายในบางประเด็นเกี่ยวกับการเตรียมข้อมูลเพื่อติดตามและรายงาน ในหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน และสิงคโปร์ มีการให้สนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

 

แหล่งระดมทุนสำคัญ...รองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต

ในระยะถัดไป “ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน” มีแนวโน้มที่จะพัฒนาจากตลาดที่มีความเฉพาะตัว (niche) กลายเป็นตลาดกระแสหลัก (mainstream) โดยทั่วโลกมีอัตราเติบโตต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี และจะต่อเนื่องต่อไป สำหรับไทย ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกมากที่ต้องการแหล่งเงิน ซึ่งการออก “ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน” สามารถตอบโจทย์เนื่องจากโครงการมักมีระยะยาว และสามารถกำหนดต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาวได้ อีกทั้งยังสามารถเลือกอายุของตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับอายุของโครงการและออกได้หลายรุ่นตามระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน


“ที่ผ่านมา มีผู้ออกเสนอขายตราสารดังกล่าวของไทยรวม 4 ราย ซึ่งมีมูลค่าการระดมทุนรวมกว่า 23,000 ล้านบาท โดยในกรณีล่าสุดได้รับการตอบรับที่ดี มีความต้องการซื้อตราสารมากกว่าที่ออกจำหน่ายถึงกว่า 8 เท่า สามารถกระจายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ และประหยัดต้นทุนในการออกตราสารได้”   


อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้เกิดความสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันกำหนดเป็นนโยบายระดับชาติ และออกมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ที่จะช่วยลดภาระให้กับผู้ออก การกระตุ้นบทบาทของผู้ลงทุนสถาบันให้ตระหนักถึงประโยชน์ของการลงทุนในธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน 


“ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมคำขออนุญาตและค่ายื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (filing) จนถึง 31 พ.ค. 20

 

Tags:
Share: