“บลจ.กสิกรไทย”...เตรียมปันผล 4 กองหุ้น ‘สหรัฐ–ยุโรป–ไทย’ กว่า 300 ล้านบาท

 

“บลจ.กสิกรไทย”...มองหุ้นไทยระยะสั้นผันผวน เหตุปัจจัยต่างประเทศกดดัน แต่ระยะยาวยังมองเป็นบวก เตรียมปันผล 4 กองหุ้น  สหรัฐ–ยุโรป–ไทย’ พร้อมกัน 14 ส.ค.นี้ มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท

 

 


นายสุรเดช เกียรติธนากร กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด
 เปิดเผยว่า บริษัท้ตรียมจ่ายปันผล 4 กองทุน ซึ่งประกอบด้วยกองทุนหุ้นต่างประเทศ ได้แก่

 

  • ‘กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน (K-USA)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 พ.ค. -  31 ก.ค. 19 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วย
  • ‘กองทุนเปิดเค ยูโรเปียน หุ้นทุน (K-EUROPE)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ส.ค. 18 - 31 ก.ค. 19 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย

 

และกองทุนหุ้นไทย ได้แก่

  • ‘กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล (K-VALUE)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ก.พ. - 31 ก.ค. 19 ในอัตรา 0.41 บาทต่อหน่วย
  • กองทุนเปิดรวงข้าว 4 (RKF4)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ส.ค. 18 – 31 ก.ค. 19 ในอัตรา 0.18 บาทต่อหน่วย

 

 

“โดยทั้ง 4 กองทุน มีกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 14 ส.ค. 19 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 388.16 ล้านบาท สำหรับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 4 ไตรมาสย้อนหลัง (Dividend Yield) ของ ‘กอง K-USA’ อยู่ที่ 6.60% ต่อปี และ ‘กอง K-EUROPE’ 6.67% ต่อปี กอง K-VALUE’ อยู่ที่ 5.86% ต่อปี และ ‘กอง RKF4’ อยู่ที่ 2.40% ต่อปี”

 

สุรเดช เกียรติธนากร

 

 

นายสุรเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจว่ายังคงมีความผันผวน จากประเด็นที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ในขณะที่ธนาคารจีนตอบโต้โดยการปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าทะลุ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ด้านเศรษฐกิจสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะโตต่ำกว่าคาด เนื่องจากคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะหดตัวลง และประเด็นสงครามการค้าที่น่าจะมีความยืดเยื้อ ด้านเศรษฐกิจยุโรปมีแรงหนุนจากการบริโภคในภูมิภาคที่ยังเติบโตดี ประกอบกับการที่ธนาคารกลางยุโรปยังคงรักษามาตรการผ่อนคลายทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประเด็น Brexit ที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะ No-Deal Brexit กดดันให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงต่อเนื่อง

 

“สำหรับตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นคาดว่าจะยังคงได้รับความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนในระยะยาวยังมีมุมมองเป็นบวก เนื่องจาก รัฐบาลไทยมีความชัดเจนในการสานต่อนโยบายโครงสร้างภาครัฐขนาดใหญ่และ EEC พร้อมทั้งเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยต่อไป”

 

นายสุรเดชแนะนำว่า ภายใต้ความผันผวนของตลาดโลกในช่วงนี้ ผู้ลงทุนควรใช้หลักการลงทุนแบบ 4D เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน โดยผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ควรปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐและยุโรปรวมกันไม่เกิน 10%  ของพอร์ต อีกทั้งทยอยลงทุนหุ้นไทยในสัดส่วน 25 - 30% ของพอร์ต เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว

Tags:
Share: