ใครจะคิดว่า “เทรดวอร์” จะกระทบหุ้นสาหร่าย

ผลกระทบสงครามการค้าหรือเทรดวอร์ ระหว่างสหรัฐ-จีน ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยร่วง 86.92 จุด หรือ 5.08% ในเดือนเดียว

 

โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเทรดวอร์หนีไม่พ้น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ SVI -19.70% SMT -17.20% DELTA -14.68% KCE -13.04% และ TEAM -12.73% ขณะที่กลุ่มสื่อสาร ตัวเด่นๆ อย่าง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันอย่าง JMART -9.02% SYNEX -9.22%  กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นหุ้นที่ราคาขึ้นลงตามตลาดโลก ก็ได้รับผลกระทบหนัก UP -24.29% IVL -18.59% PTTGC -15.98% กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคร่วงทั้งกลุ่ม IRPC ลงหนักสุด -26.56% รองลงมาเป็น ESSO -25.00% BANPU -22.76% และ SPRC -21.50% (ข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2562)

 

 

และลึกไปกว่านั้น Wealthy Thai ลองสำรวจหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และพบว่า ยังมีหุ้นในกลุ่มบริโภคอีก 1 ตัว ที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ด้วย และกำลังมีกระแสข่าวมาแรงเรื่องดราม่าศิลปิน F4

 

 

นั่นก็คือ “เถ้าแก่น้อย” หรือ TKN บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ของเสี่ยต็อบ-อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ โดยในไตรมาส 2/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 98.41 ล้านบาท มีรายได้จากขาย 1,302.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่งวด 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 179.74 ล้านบาท รวมรายได้จากการขาย 2,582.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

 

รายได้ก็ดูขยายตัว แต่อะไรที่ทำให้เราคิดว่า TKN ได้รับผลกระทบจากเทรดวอร์ เมื่อย้อนไปดูรายละเอียด จะพบว่าช่วงกลางปี 2562 ผู้บริหารปรับลดเป้าของการเติบโตของปีนี้ เหลือเพียง 5-7% จากเดิมที่เคยคาดว่าไว้จะโต 10-12% โดยมีปัจจัยจาก “ตลาดจีน” ที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คิดไว้ โดยรายได้ส่งออกจีน ไตรมาสแรกของปี ติดลบ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และถือว่าติดลบมากที่สุดในรอบ 7 เดือนเลยทีเดียว นอกจากนี้ถ้าดู “สัดส่วนรายได้” จะพบว่าสัดส่วนรายได้จากจีนอยู่ที่ราว 39% ของรายได้รวม ซึ่งเท่ากับรายได้ในไทย

 

 

 

ขณะที่จีนติดลบ การลงทุนในสหรัฐก็ยังไม่ได้กำไร

 

 

และหลังจากที่บริษัทได้เข้าซื้อธุรกิจสาหร่ายในสหรัฐ ในปีนี้ TKN ขยายการลงทุนในสหรัฐมากขึ้น แม้ว่ารายได้จะเป็นไปตามเป้า แต่ยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายพนักงาน ทำให้ยังคว้ากำไรมาไม่ได้ แม้ว่าจะมีความหวังว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในเร็วๆ นี้

 

 

ธุรกิจอาหารก็ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ทั้งจากกำลังซื้อผู้บริโภค ต้นทุนวัตถุดิบ ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างรุนแรง TKN ก็ได้รับผลกระทบมาไม่น้อย ในช่วงต้นปี ก็มีผู้แทนจำหน่ายหรือดีลเลอร์จากจีน ลอกเลียนแบบสินค้าจนต้องฟ้องร้องกัน

 

 

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายจากการขาย และบริหารจัดการ หรือ SG&A ที่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้กำไรลดลงไปด้วย เพราะฉะนั้นการจะก้าวไปสู่ เถ้าแก่น้อยหมื่นล้านในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สอดคล้องกับที่บล.เคจีไอ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่จีนด้วย ระบุว่า “บริษัทต้องใช้ความพยายามมากขึ้น และอัดฉีดเงินมากขึ้น เพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาดกลับมาใหม่ ขณะที่เอเจ้นท์รายใหม่ก็อาจจะต้องใช้เวลานานขึ้น กว่าจะปั่นยอดรายได้ให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ”

 

 

ในส่วนราคาหุ้นเอง IAA Consensus มีนักวิเคราะห์แนะนำซื้อ 3 ราย โดยอัพเดตล่าสุด บล.กสิกรมองว่าหุ้น TKN กำลัง Outperform ตลาด โดยให้ราคาเป้าหมาย 13 บาทต่อหุ้น ขณะที่ค่าเฉลี่ยบริษัทหลักทรัพย์ให้ราคาเป้าหมาย 10.88 บาทต่อหุ้น จากราคา ณ วันทื่ 28 สิงหาคม ซึ่งปิดตลาดที่ราคา 10.30 บาท

 

 

อย่างไรก็ตาม มาสรุปที่บรรทัดสุดท้าย TKN ยังต้องเจอบทพิสูจน์อย่างหนัก ทั้งจากธุรกิจในจีนก็แย่ และในอเมริกาก็ไม่กำไร ว่าจะผ่านกับปัญหาครั้งนี้และกลับมาผงาดเป็นหุ้นร้อนแรงขวัญใจนักลงทุนได้หรือไม่

 

 

 

 

Tags:
Share: