GULF หุ้นที่ร้อนแรงที่สุดใน Q3 กับคำทำนายว่ากำไรจะโตไปอีก 10 ปี

ร้อนแรงจริงๆ สำหรับหุ้น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่ในไตรมาสที่ 3 ยังครองแชมป์หุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม SET 100 โดยราคาล่าสุดในวันที่ 23 เดือน ก.ย. 62 อยู่ที่ 149.50 บาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ถึง 21.54 % โดยจากสถิติพบว่า GULF ได้รับความสนใจอย่างมาก ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจากต้นปีถึง 83.44 % แม้ว่าในเดือนที่ผ่านมา จะมีข่าวลือที่กระทบกับหุ้น อย่างข่าวการผิดนัดชำระหนี้ ที่ทั้งบริษัทและ GULF ออกมาปฏิเสธ

           


ล่าสุด GULF ยังมีแผนที่จะสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องใช้เงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท ใน 4 โครงการ คือ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 , โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 และโครงการงานและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) และเตรียมเข้าลงทุนในธุรกิจ LNG ที่ประเทศเวียดนาม ภายปีหน้า รวมถึงการเจรจากับพันธมิตรจีนเพื่อร่วมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ลาว กำลังการผลิตประมาณ 2,500 MW ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปของการเตรียมแผนลงทุนในปี 63
 

           

GULF จะโตไปอีก 10 ปี

              


การปรับเพิ่มขึ้นของ GULF น่าจะเกิดจากความคาดหวังการเติบโตของบริษัทในระยะยาว ซึ่งล่าสุดบล.บัวหลวง ออกบทวิเคราะห์ ว่า GULF โดยจะเติบโตได้อีกเป็น 10 ปี นอกเหนือจากการพัฒนาล่าสุดในการประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และแผนการที่จะขยายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง GULF ยังคงได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อีกทั้งเรื่องราวการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งนั้น มีความปลอดภัยแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอ ดังนั้น GULF จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มสาธารณูปโภคที่เราเลือก เรา Roll over ราคาเป้าหมายไปปี 2020 ที่ 160 บาท จึงแนะนำซื้อ

 

         
GULF ยังเดินตามแผน



บล.โนมูระ พัฒนสิน มีมุมมองต่อ GULF แนะนำ`NEUTRAL ราคาที่เหมาะสมในปีหน้า ที่ 96.00 บาท ธุรกิจโรงไฟฟ้าเดินหน้าตามแผน เสนอราคาต่ำสุดโครงการมอเตอร์เวย์ มีมุมมอง slightly negative จากข้อมูลที่ประชุมนักวิเคราะห์ ประเด็นการที่กลุ่ม BGSR เป็นผู้เสนอขอผลตอบแทนต่ำสุดโครงการมอเตอร์เวย์ M6 และ M81 ซึ่งเสนอต่ำกว่าราคากลาง 36% จากคาดหากไม่สามารถลดต้นทุนในการวางระบบ หรือบริหารโครงการได้ตามเป้าอาจส่งให้เกิด downside ต่อราคาเป้าหมายในปี 2563 ได้ราว -1.9 ถึง -3.0 บาท/หุ้น (คิดบน opportunity cost)

 



ส่วนของแผนธุรกิจไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างพัฒนาและเจรจาไม่ได้เหนือกว่าเราคาด ทั้งนี้เราคงคำแนะนำ NEUTRAL ที่ราคาที่เหมาะสมในปีหน้า 96.00 บาทต่อหุ้น (ประเมิน upside จากโครงการระหว่างศึกษา/เจรจารวม 19.7 บาทต่อหุ้น) โดยคงมุมมองผู้มีหุ้นควรขายทำกำไร จากโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษา (ที่ไม่ใช่ธุรกิจโรงไฟฟ้า) มีความเสี่ยงสร้าง return ได้ต่ำกว่าธุรกิจไฟฟ้าเดิม ในขณะที่ upside จากโครงการโรงไฟฟ้าระหว่างเจรจาเวียดนาม คาดยังไม่มีความชัดเจนในช่วง 1-2 ปี ในขณะที่ราคาตอบรับไปแล้ว แล้วแนวโน้มกำไรปกติในครึ่งปีหลังอ่อนตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
 
           

Tags:
Share: