หุ้นกลุ่มนิคมฯรับปัจจัยบวกเพียบ!

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า รัฐบาลได้ออกนโยบายเร่งรัดการลงทุน “ไทยแลนด์พลัส” โดยมี 7 มาตรการ ประกอบด้วย 1. ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ได้แก่ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนจริงอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2564  โดยต้องยื่นขอรับส่งเสริมภายในปี 2563


2.บีโอไอสามารถอนุมัติโครงการในกลุ่มกิจการที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกขนาดการลงทุนเพื่อตอบสนองนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานโดยเร็ว 3.ให้ผู้ประกอบการนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่เข้าข่าย advanced technology ไปหักค่าใช้จ่ายได้ 250% ระหว่างปี 2562-2563 (เพิ่มขึ้นจาก 200%)


4.ปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว นอกจากนี้ยังขอให้บีโอไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดเชื่อมโยงข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานแก่นักลงทุน


5.พัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติแต่ละประเทศเป็นการเฉพาะ เช่น เกาหลี จีน ไต้หวัน เป็นต้น


6.ขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งสรุปผลการศึกษาและกระบวนการต่างๆ ให้ได้ข้อสรุปเรื่องการฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าไทย-อียู และการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) ภายในปี 2562 รวมทั้งมอบให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณแก่กระทรวงพาณิชย์สำหรับกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าด้วย


7.ให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรการเพิ่มเติม โดยให้หักเงินลงทุนด้านระบบอัตโนมัติได้เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2562-2563 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติอันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย

 

 

ไทยพาณิชย์ มองบวกหนุนหุ้นกลุ่มนิคมฯ

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS ระบุว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการลงทุนเพื่อดึงดูด FDI จากนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติแต่ละประเทศเป็นการเฉพาะและเร่งปรับปรุงพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนบีโอไอ คาดว่าจะมี 5,000 บริษัทยื่นขอรับส่งเสริม


ทั้งนี้แพ็คเกจดังกล่าว ครอบคลุมอุตสาหกรรมในวงกว้างมากขึ้น โดยครอบคลุมถึงโครงการในกลุ่มกิจการที่ไม่ได้รับสิทธ์ประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในทุกพื้นที่ (ไม่ได้จํากัดแค่ในพื้นที่ EEC) ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นให้ความต้องการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2562-2564 (ต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในปี 2563 และลงทุนภายในปี 2564)

 

 

 

จูงใจผู้ผลิตย้ายฐานมายังประเทศไทย

ส่วนการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่พลิกกลับไปมา ทำให้ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน โดยเมื่อวันที่ 1 ก. ย.สหรัฐฯได้ประกาศ เก็บภาษีสินค้านำเข้าส่วนหนึ่งจากจีนในอัตรา 15% และจีนก็ตอบโต้กลับด้วยการประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯในอัตรา 5-25%  วันที่ 11 ก. ย.จีนประกาศรายชื่อสินค้าสหรัฐฯที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นเวลา 1 ปี ในขณะที่คาดว่าจะมีการปรับภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกในกลางเดือนต.ค.และ ธ.ค. เนื่องจาก ยังไม่มีสัญญาณว่าสงครามการค้าจะจบลง โดยผู้ผลิตจึงต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมากขึ้น โดยรัฐบาลหวังว่าจะชักจูงให้ผู้ผลิตเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย


ยอดขายที่ดินของผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในการวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัยชะลอตัวที่ 906 ไร่ในครึ่งปีแรก คิดเป็นสัดส่วนเพียง 32% ของประมาณการปี 2562 อย่างไรก็ดี เมื่อรวมจํานวนลูกค้าที่อยู่ระหว่างการเจรจาประกอบกับมาตรการกระตุ้นการลงทุนที่เพิ่งอนุมัติเมื่อเร็วๆนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมจะทำยอดขายที่ดินได้ตามที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ จึงคงประมาณการยอดขายที่ดินของไว้ที่ 2, 838 ไร่ เติบโต 33%  จากปีก่อน แบ่งเป็น WHA จำนวน1,400 ไร่ เติบโต 43% AMATA จำนวน 988 ไร่ เติบโต 17% และ ROJNA จำนวน 450 ไร่ เติบโต  50%

 

 

เชียร์ “ซื้อ” AMATA ROJNA และ WHA

ดังนั้นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในประเทศ (AMATA ROJNA และ WHA) จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตที่มีสาเหตุมาจากสงครามการค้า โดยแนะนำ“ ซื้อ” หุ้นเหล่านี้ทุกตัว ซึ่งฝ่ายวิจัยชอบ AMATA เพราะท่าธุรกิจเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมเป็นธุรกิจหลักและมีที่ดินจำนวนมากถึง 9,775 ไร่ และทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ EEC ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินปรับสูงขึ้น


นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยชอบ ROJNA เพราะ valuation ถูก บวกกับมีมูลค่าแฝงของสินทรัพย์ และกระจายธุรกิจได้ดี ขณะที่ WHA มีส่วนแบ่งตลาดยอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่คลังสินค้าโลจิสติกส์แบบ build-to-suit มากที่สุดส่วนความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ AMATAV ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่ล่าช้า ลดโอกาสที่บริษัทจะได้รับประโยชน์จาก FDI จํานวนมากที่ไหลเข้ามายังเวียดนาม ดังนั้นจึงคงค่าแนะนำ "Neutral” สำหรับ AMATAV

 

 

 

Tags:
Share: