ถึงเวลาเห็น ‘ผลงาน’ –ถึงเวลาของ ‘การเติบโต’

“อุตสาหกรรมกองทุน” ของไทยถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการ ‘แข่งขันเสรี’ มากตลาดหนึ่ง จึงมีผู้เล่นเข้า-ออกในสมรภูมินี้กันมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีอยู่กว่า 24 บลจ. ทั้งบลจ.ลูกแบงก์ บลจ.ต่างชาติ บลจ.ลูกโบรก หรือ บลจ.อิสระ

           


ในท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลง
‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ ‘ผู้นำ-บลจ.อิสระ’ ที่ไม่ใช่ลูกแบงก์ ที่พร้อมจะตอบโจทย์เรื่องการลงทุนให้กับนักลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมที่จะแข่งขันกับทุกบลจ.ทั้งในและต่างประเทศ วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“ทีมการลงทุน” ลงตัว... กองทุน 75% ของ AUM ผลงานอยู่ควอทไทล์ที่1-2

         

 

สำหรับ ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ เป็นบริษัทจัดการกองทุน ‘แห่งแรก’ ของไทย กว่า 44 ปี ที่ยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมาจวบจนปัจจุบัน ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อ Transform ตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้นในเรื่องของการเติบโตของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) อาจไม่ใช่เป้าหมายหลักในปีนี้ แต่จะเป็นสิ่งที่ตามมาในอนาคตจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

 

 

“สุเมธา ลิ่วเฉลิมวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บอกให้ฟังว่า ในปีนี้เราได้จัดการ ‘ทีมงานการลงทุน’ ภายในครั้งสำคัญ ซึ่งปัจจุบันลงตัวแล้ว หลังจากใช้เวลาในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา โดยได้ผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์จากบลจ.อื่นมาร่วมงานด้วยจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันเรามีทีมการลงทุนที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมด้วยทีมงาน 40 คน ดูการลงทุนใน ‘หุ้น’ 15 คน ‘ตราสารหนี้’ 15 คน และ 'อสังหาริมทรัพย์' อีก 10 คน ซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์และอยู่กับบริษัทมานานเป็น ‘คนเก่า’ ผสมกับ ‘คนใหม่’ ได้อย่างลงตัว

 

       

 

“เราให้ความสำคัญในเรื่องของผลการดำเนินงาน (Performance) ของกองทุนเป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนผ่านสิ่งที่เราได้ทำลงไป และเริ่มเห็นผลแล้ว ปัจจุบันกองทุนคิดเป็น 75% ของ AUM มีผลงานอยู่ในควอไทล์ที่1-2 แล้ว ในปีหน้าเราคาดหวังว่าผลงานในภาพรวมน่าจะดีขึ้นกว่านี้ นั่นจะทำให้เรามีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้เช่นกัน”

           

 

ขอเป็น ‘ผู้นำ-บลจ.อิสระ’...ที่พร้อมตอบโจทย์การลงทุนให้คนไทย

 

 

หนึ่งในสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมกองทุนที่กำลังจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก คือ การที่แบงก์ต่างๆ เปิดขายกองทุนให้บลจ.อื่นๆ ไม่จำกัดอยู่แค่บลจ.ลูกของตัวเองเท่านั้น หรือที่เรียกว่า Open Architecture’ นั่นเอง ตรงนี้ถือเป็นโอกาสในเชิงธุรกิจ

 

           
อย่างไรก็ตาม สุเมธา ยอมรับว่า นี่เป็นสัญญาณที่ดีซึ่งในต่างประเทศก็เดินมาในลักษณะนี้เช่นกัน แม้ว่าปัจจุบัน 
Open Architecture’ ที่มีอยู่อาจจะยังไม่เต็มรูปแบบ ยังคงเลือกเพียง ‘บางกองทุน’ ของ ‘บางบลจ.’ มาขายให้เท่านั้น ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนในต่างประเทศก็ตาม แต่เชื่อว่าแนวโน้มหลักคงจะเดินไปในทิศทางนั้น และด้วยผลงานของกองทุนของบริษัทที่เน้นสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเราตั้งใจจะทำให้ขึ้นมาติดอยู่ใน ‘กลุ่มผู้นำ’ ในทุกประเภทกองทุน ก็เชื่อว่าจะมีโอกาสที่จะเข้าไปในช่องทางการขายของแบงก์ต่างๆ มากขึ้นในอนาคต

 

            

 

“เราวางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘ผู้นำ-บลจ.อิสระ’ ที่ไม่ใช่ลูกแบงก์ ตอบโจทย์ทางการลงทุนให้กับคนไทย ลูกค้าที่มองหากองทุนที่มีผลงานดี มีความสม่ำเสมอ มีปรัชญาการลงทุนที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์การลงทุนของตัวเอง นักลงทุนกลุ่มนี้จะมองหาเรา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราเน้นการทำความเข้าใจในกลุ่มนักลงทุนเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจว่ากำลังลงทุนอะไรอยู่ ผลงานที่ดีของกองทุนจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะตามมาด้วยเรื่องของการเติบโตในภาพรวม ทั้งในส่วนของธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”

 

 

“กระจายการลงทุน”...รับเศรษฐกิจโลก ‘ชะลอตัว’

 

         

ส่วนทิศทางการลงทุนจากนี้ไปนั้น สุเมธา มองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกบับจีนยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน ภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมเลยออกมาไม่ดี ธนาคารกลางทั่วโลกต่างก็พร้อมใจกันกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งสหรัฐ, ยุโรป รวมทั้งไทยที่คาดว่าในการประชุมครั้งหน้ามีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง เพราะทั้วโลกลดดอกเบี้ยกันหมดแล้วถ้าไม่ลดจะเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทยิ่งแข็งค่าขึ้นอีก แต่ก็ยังมีข้อดีเพราะการลดดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นยืนอยู่ได้

 

           

“ตลาดหุ้นไทย” น่าจะยืนอยู่ได้เพราะเม็ดเงินในระบบยังมีเยอะมาก ที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E)  15-16 เท่า คาดการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน 7-8% เงินปันผลอีก 2.8-3.0% เมื่อเทียบกับเงินฝากก็ยังมีความน่าสนใจกว่าและน่าจะทำให้ตลาดยืนอยู่ได้

           

 


“ตราสารหนี้ไทย”
ผลตอบแทนต่ำมาก พันธบัตร
10 ปี 1.5% Yield Curve แบนราบมากเป็นความท้าทายของผู้จัดารกองทุนเช่นกันในภาวะเช่นนี้ อย่างไรก็ตามใน ‘ระยะสั้น’ ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นจากการที่ดอกเบี้ยปรับตัวลง

 

 

“ในจังหวะที่ค่าเงินบาทแข็ง ก็เป็นโอกาสกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ กรณีของตราสารหนี้ยังมี Sub-Debt ของแบงก์ดีๆ ในสหรัฐ, ยุโรป ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี หรือพันธบัตรสหรัฐ, อิตาลี หรือเม็กซิโก หรือ Mortgage-backed Securities (MBS) หรือหุ้นกู้ในจีนที่มีเครดิตที่ดี ผลตอบแทนที่ดี ยังหาได้อยู่แต่ทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องเลือกเพื่อลงทุน (Selective) ด้วย ตรงนี้เรามีทีมงานที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ในส่วนของหุ้นก็เน้นที่หุ้นที่มีการจ่ายปันผลดี มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ไม่เน้นเสี่ยงมาก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ สื่อสาร, ค้าปลีก รวมถึงท่องเที่ยวสำหรับการลงทุนระยะยาว”

           

 

กลางเดือนต.ค. บริษัทมีแผนจะออก ‘กองทุนหุ้นปันผลเอเชีย’ เพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ หากทำการบ้านดีๆ ก็ยังมีโอกาสในการลงทุนอยู่ โดยกองทุนนี้จะเป็นอีกหนึ่ง ‘Flag Ship’ ของบริษัทที่จะมาเติมเต็มทางเลือกให้กับนักลงทุน โดยจะใช้ทีมงานที่ ‘สิงคโปร์’ เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน โดยการเลือกหุ้นรายตัวในภูมิภาคเอเชียโดยตรง ซึ่งเราจะเน้นไปที่หุ้นที่จ่ายปันผลดีในเอเชียและที่สำคัญต้องมีแนวโน้มของการเติบโตของการจ่ายเงินปันผลในระยะยาวด้วย

         

 

หลังจากจัดกระบวนทัพภายในใหม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยให้ความสำคัญในเรื่อง ‘ผลการดำเนินงาน (Performance)’ ของกองทุนเป็นหัวใจสำคัญ ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ กลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในสมรภูมิกองทุนได้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ยังต้องติดตามกันต่อไป แต่เชื่อเหลือเกินว่าผู้ร่วมอุตสาหกรรมจะไม่ละสายตาจากก้าวย่างในครั้งนี้อย่างแน่นอน

Tags:
Share: