กลุ่มโรงแรมอนาคตสดใส รับผลบวกมาตรการรัฐ-นักท่องเที่ยวฟื้น

ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในโครงการ ชิม ช้อป ใช้ ไปแล้ว โดยการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศครั้งนี้น่าจะมีเงินสะพัดในประเทศไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท กระจายไปสู่ผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ


กลุ่มหุ้นติดโผจะได้รับประโยชน์นอกเหนือจากกลุ่มค้าปลีก คือ กลุ่มโรงแรมอย่าง CENTEL, MINT และ ERW จากบรรยากากาศการท่องเที่ยวในประเทศที่จะกลับมาคึกคัก โดยเฉพาะไตรมาส 4/2562 ที่เป็นช่วง High Season ของธุรกิจ นอกจากนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติยังปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเห็นสัญญาณการขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนครั้งแรกในเดือนก.ค. 2562


ล่าสุดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยตั้งแต่เดือนม.ค.-ส.ค. 2562 อยู่ที่ 26.50 ล้านคน ขยายตัว 2.61% คิดเป็นรายได้ราว 1.29 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 3.04% แต่ถ้าดูเฉพาะเดือนส.ค. จำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการขยายตัวต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวสูงถึง 15.62% ครองแชมป์ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 เช่นเคย


อีกทั้งวันที่ 1 -7 ต.ค. นี้ ยังเป็นช่วงวันหยุดยาวเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติของชาวจีน (Golden Week) โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาไทยราว 2.5-2.7 แสนคน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวของคนจีนในไทย คึกคักเป็นพิเศษ

 

 

 

 

ERW อนาคตเริ่มสดใส

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มองว่า ไทยกำลังย่างเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวดีที่สุดในไตรมาส 4/2562 และไตรมาส 1/2563 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีการฟื้นตัวดีมาตั้งแต่เดือนก.ค. มาถึงเดือนส.ค. 2562 จากช่วงก่อนหน้าที่ปรับตัวลดลง


โดยคาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง จากฐานปีก่อนที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำจากผลกระทบอุบัติเหตุเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายจากฮ่องกงไปประเทศอื่นซึ่งรวมถึงไทยด้วย ทั้งนี้สิ่งที่ดี คือ ไทยเป็นปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องการมามากที่สุด ซึ่งคาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 39-39.8 ล้านคน


นอกจากนี้ช่วงครึ่งปีหลัง ERW เริ่มเปิดโรงแรมใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ โดยมีแผนเปิดโรงแรมทั้งหมด 9 แห่ง แบ่งเป็น Hop Inn 7 แห่ง, Mercure กรุงเทพฯ 1 แห่ง และ Ibis กรุงเทพฯ 1 แห่ง จากช่วงครึ่งปีแรกที่ไม่การเปิดโรงแรมใหม่เลย ทำให้ทำให้จำนวนโรงแรมของ ERW เพิ่มเป็น 70 แห่ง และมีจำนวนห้องพักทั้งหมด 9,559 ห้อง

 

 

กำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ประกอบกับเป็นจังหวะที่ดีในการปรับปรุงโรงแรม JW Marriot แล้วเสร็จ รับช่วงไฮซีซั่น หลังจากปิดปรับปรุงไปถึง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 โดยจะเปิดบริการห้องพักได้ทั้งหมดในเดือน ต.ค. 62 คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เป็นกอบเป็นกำ


คาดกำไรไตรมาส 2/2562 ที่ไม่สดใสเป็นจุดต่ำสุดแล้ว แต่กำไรหลักในครึ่งปีหลังคิดเป็นสัดส่วน 56% จากทั้งปีนี้ แม้อัตราการเติบโตกำไรหลักเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนไม่สูงนักเป็น 5% แต่ปี 2563 คาดจะสูงเป็น 24% แนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 7.30 บาท ประเมินราคาพื้นฐานด้วยวิธี DCF ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 28%

 

 

CENTEL ธุรกิจอาหารเริ่มฟื้น-โรงแรมทรงตัว

บล.เอเชียเวลท์ ให้มุมมองว่า CENTEL ประกาศแผนลงทุนระหว่างปี 2562 –2564 วงเงินรวม 2.7 หมื่นล้านบาท ในธุรกิจโรงแรม อาหาร และการลงทุนใน Potential Project ซึ่งบริษัทยังมองหาการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงแรม โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงแรมที่บริหารจัดการอยู่ หรืออยู่ระหว่างการต่อสัญญาเช่าที่ อาจต้องลงทุนเพิ่มเติม และโรงแรมใหม่ในภูมิภาค


สำหรับโรงแรมในดูไบคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ขณะที่โรงแรมในมัลดีฟส์จะเริ่มก่อสร้างในปีหน้าเช่นกัน โดยแหล่งที่มาของเงินลงทุนมาจากการออกหุ้นกู้ และเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ทั้งนี้บริษัทคาดว่าปี 2562 ธุรกิจอาหารจะเติบโตและเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้ ในขณะธุรกิจโรงแรมยังคงมีแนวโน้มทรงตัว


ข้อมูลจาก IAA Consensus ประเมินกำไรต่อหุ้นปี 2563 ไว้ที่ 1.58 บาท เพิ่มขึ้น 8.1% โดยฟื้นตัวจากปี 2562 ที่กำไรสุทธิต่อหุ้นลดลง 7.9% โดยผลประกอบการปี 2562 ยังคงได้รับผลกระทบจากธุรกิจโรงแรมที่ RevPar ลดลง แม้ธุรกิจอาหารจะกลับมาขยายตัวได้ดีในช่วงครึ่งปีหลังจากการทำตลาดเชิงรุก โดยเน้นเปิดสาขามากขึ้น ซึ่ง CENTEL คาดว่าปี 2562 จะมี Total system sale เพิ่มขึ้น 5% - 7% จากปีก่อน และเน้นแบรนด์ใหม่ คือ อร่อยดี กับ สุกี้เฮ้าส์

อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจโรงแรมคาดว่า RevPar ปีนี้ จะลดลง 4%–5% จากปี 2561 อยู่ที่ 3,786 บาท (ไม่รวมโคซี่พัทยาและเซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท สมุย) Consensus ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 37.23 บาท โดยปัจจุบันราคาหุ้น ซื้อขายอยู่ที่ 22.8xPE และ 3.2xPBV (dividend yield 1.8%)

 

 

MINT กำไรครึ่งปีหลังยังแข็งแกร่ง

ขณะที่ MINT มองว่าแผนพัฒนาธุรกิจโรงแรมจะช่วยสนับสนุนกำไรในครึ่งหลังให้เติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองเริ่มก่อสร้างเพิ่มแล้ว 24 แห่ง จำนวนห้อง 4,000 ห้อง ทั้งของ MINT และ NH อีกทั้งยังมีโรงแรมรับจ้างบริหารทั้งหมด 62 แห่ง ประมาณ 12,000 ห้องทั่วโลก ด้านธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยมีโครงการที่ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ และมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ซึ่งไตรมาส 1/2562 มีการขายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2/2562 ยังไม่มีการโอน


ส่วนธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยว (Anantara Vacation Club) มีการขายที่ชะลอตัวลง จากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวและมีการปรับเพิ่มราคาในเดือน ธ.ค. 2561 อย่างไรก็ตามบริษัทเริ่มทำการตลาดกับตลาดอื่นๆ มากขึ้น และคาดว่าครึ่งปีหลังรายได้และกำไรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากยอดขายเดือน ก.ค. 2562 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

 

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจร้านอาหาร รับการแข่งขันรุนแรง

ครึ่งปีหลัง MINT ปรับแผนการดำเนินงานในธุรกิจอาหาร คือ 1. บริษัทผลักดันยอดขายสาขาเดิมให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยหาวัตถุดิบเพื่อทำเมนูท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ยังหาโอกาสเปิดร้านหรือสาขาตลอด 24 ชั่วโมง, 2. Diversify มากขึ้น โดยขยายสาขาที่เป็น physical store ทั้งในห้าง ปั๊มน้ำมัน ตึกออฟฟิศ ที่พักอาศัย และร้านสะดวกซื้อ


3.พัฒนาระบบดิจิตัล มุ่งเน้น delivery มากขึ้น ทำให้แบรนด์มี delivery ในทุกแอพลิเคชัน เช่น 1112, Line Man, Food Panda, Get และ Grab Food เป็นต้น และ 4.อัพเกรดและปรับปรุงสาขาให้ดีกว่าเดิม ย้ายสาขาไปในพื้นที่ชุมชน พัฒนาฐานระบบดิจิตัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ทั้งนี้เรามองว่าแผนดังกล่าวจะสามารถลดผลกระทบของภาพรวมธุรกิจอาหารที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขัน และภาวะการแข่งขันที่รุนแรงได้

 

 

5 ปีขยายการเติบโตทั่วโลก

IAA Consensus ระบุกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2562 อยู่ที่ 1.51 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.1% จากปีก่อน และกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2563 อยู่ที่ 1.62 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 9% เนื่องจาก 5 ปี ข้างหน้า บริษัทจะขยายโรงแรมให้มีมากกว่า 630 โรง ที่พักอาศัยมากกว่า 250 แห่ง Vacation club มากกว่า 500 แห่ง ร้านอาหารมากกว่า 4,400 ร้าน และร้านค้ามากกว่า 600 ร้าน


นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนมีรายได้เป็น 14% ของรายได้ธุรกิจอาหารทั้งหมด ซึ่งช่วยผลักดันส่งเสริมธุรกิจอาหารให้มีการเติบโตที่ดี ประกอบกับการขยายตัวของชนชั้นกลางและการขยายตัวของเมืองยังเป็นปัจจัยส่งเสริมอีกด้วย โดยยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นเกือบ 16% อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ครึ่งปีหลัง MINT ยังคงเพิ่มจำนวนร้านอาหาร เป้าหมาย คือ เป็นที่หนึ่งในด้านการย่างปลาในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเมืองหลักรอบๆ ของประเทศจีน Consensus ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 45.5 บาท โดยปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายอยู่ที่ 26.3xPE และ 2.2xPBV (dividend yield 1.3%)



โครงการ ชิม ช้อป ใช้ นับเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้ามาได้ถูกจังหวะ เมื่อรวมเข้ากับช่วงไฮซีซั่นและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ค่อยๆ ฟื้นตัว น่าจะทำให้ธุรกิจโรงแรมหายใจคล่องขึ้นมาบ้าง หลังจากครึ่งปีแรกสถานการณ์ท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัว ฉุดผลประกอบการร่วงไปตามๆกัน

Tags:
Share: