“วิกฤติปี2008”...กระทบกำไรบริษัทกลุ่ม ‘Global Brands’ น้อยมาก

ล่าสุดสหรัฐประกาศตัวเลข ‘ISM Manufacturing PMI’  เดือนก.ย. ออกมาที่  47.8 ต่ำกว่า 50 เป็นเดือนที่2 ติดต่อกัน เป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2009 เลยทีเดียว ถือว่าต่ำกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ว่าจะยืนเหนือระดับ 50 ได้ นั่นทำให้ความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ ‘ภาวะถดถอย (Recession)’ มีมากขึ้น สร้างแรงกดดันต่อเนื่องต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

 


จะดีกว่ามั้ย? ถ้าคุณสามารถมองหาการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับคุณได้ในทุกสภาวะตลาด แม้ในยามที่เศรษฐกิจถดถอยก็ตาม ทาง “บลจ.กรุงศรี” มี 2 ธีมการลงทุนที่ตอบโจทย์นี้ได้ และทีมงาน ‘Wealthythai’ ไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวดีๆ มาฝากกันเช่นเคย

 

 

“Recession” ...โอกาสเกิดมีสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ระยะใกล้

 

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจและการลงทุนของโลกอยู่ภายใต้ 3 เรื่องหลัก โดย “เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์” ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี จำกัด ขยายความเพิ่มเติมให้ฟังว่า 1) ‘อัตราการเติบโตต่ำ (Low Growth)’ ทั่วโลกเป็นแบบเดียวกันนั่นทำให้โอกาสในการเกิด Recession มีสูงขึ้น แต่ยังไม่ยืนยันว่าเกิดแน่ๆ อย่างไรก็ตามโอกาสเกิดมีสูงขึ้นแต่ยังไม่เกิดในระยะใกล้นี้ จากบทวิจัยของทาง ‘Goldman Sachs Global Investment’ เพื่อประมาณถึงโอกาสเกิด Recession ในสหรัฐ มีตั้งแต่เร็วสุดใกล้ๆ ปีนี้ไปจนถึงอีก 3 ปีข้างหน้า

 

 

“ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินเรื่องปลายวงจรเศรษฐกิจขาขึ้น (Late Cycle) กันมาสักระยะแล้ว ซึ่งจะติดตามมาด้วย Recession ในที่สุด ซึ่งตลาดก็จับตาดูอยู่ ตอนนี้ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ก็เริ่มออกมาไม่ดี สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนก็ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) น่าจะทำให้ Late Cycle ขยายเวลาออกไปอีก 1 – 2 ปี และเรามองว่าจะตามมาด้วย Recession แต่เป็นแค่การถดถอยทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ ‘วิกฤติ’ เหมือนที่เกิดขึ้นในปี2008 แต่ประการใด แค่เศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสในลักษณะนั้นมากกว่า”

 

เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์

 

 

2) ‘ดอกเบี้ยต่ำ (Low Rate)’ โลกกำลังอยู่ในบริบทของ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ในญี่ปุ่นและยุโรป ‘ดอกเบี้ยติดลบ’ แต่นักลงทุนก็ยังแห่เข้าไปลงทุนในตราสารหนี้กันแม้ว่าดอกเบี้ยจะต่ำก็ตาม และ 3) ‘ความไม่แน่นอนสูง (High Uncertainty)’ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้ และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงปีหน้าความผันผวนในตลาดการลงทุนมีสูงมาก ดูได้จากดัชนีชี้วัด VIX Index โดยหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดโลกมีความผันผวนนั้นเป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ยากยิ่ง นั่นคือ การทวีตของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐนั่นเอง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งมีการทวีตมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันอยู่ที่ 15.6 ครั้งต่อวันเลยทีเดียว

 

 

“ในภาวะเช่นนี้เราแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตโดยเน้น 3 D ได้แก่ 1) กระจายความเสี่ยง(Diversify) ไปในสินทรัพย์ให้ถูกต้อง 2) เน้นระมัดระวัง (Defensive) โดยเลือกหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตสม่ำเสมอ  และ 3) เน้นปันผล (Dividend) ที่จะช่วยลดความผันผวนให้กับการลงทุนของคุณได้”

 

 

“Global Brands”...สินค้าที่ทุกคนทั่วโลกต้องใช้แม้ในยาม ‘วิกฤติ’

 

 

หนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์ คือ “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้ปันผล (KF-GBRAND)” ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุน ‘Morgan Stanley Investment Fund - Global Brands Fund’ ซึ่งผลงานของกองทุนหลักในรอบ 18 ปีที่ผ่านมานั้น แม้จะผ่าน Recession และ ‘วิกฤติ’ มาหลายครั้ง แต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ถึง 16 ปี และที่สำคัญในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีนั้น กองทุนหลักก็ยังมีผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นทั่วโลกอีกด้วย

 

 

Laura Bottega” Managing Director, Portfolio Specialist, Morgan Stanley Investment Management บอกว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีถือเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนในกลุ่ม Global Brands และจริงๆ แล้วในภาวะที่เศรษฐกิจปกติหรือดีก็ควรมีติดพอร์ตการลงทุนไว้เช่นกัน เคล็ดลับที่สำคัญอันเป็นที่มาของผลงานที่ดีของ ‘Morgan Stanley Investment Fund - Global Brands Fund’ คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งทั่วโลก แต่ไม่ใช่สินค้าที่มีแบรนด์ทุกตัวจะสามารถลงทุนได้ แต่ต้องเป็น ‘แบรนด์ที่แข็งแกร่ง’ ที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะลูกค้ามีความเชื่อมั่น พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อและที่สำคัญเต็มใจที่จะจ่ายด้วย และนี่คือเสน่ห์ของหุ้นในกลุ่มนี้

 

Laura Bottega

 

“ไม่ใช่ทุก Brand จะเป็นโอกาสสำหรับการลงทุน และที่สำคัญต้องเป็นการลงทุนที่ดี เรามองหา Brand ที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีพลังของ Brand ที่พร้อมจะไปปรากฏอยู่บนชั้นวางสินค้าของร้านค้าทั่วโลก เป็นคุณสมบัติของ ‘ผู้ชนะ’ แม้จะมีคนสามารถผลิตรองเท้าแบบ Nike ได้ แต่ก็ไม่รองเท้านั้นจะเป็นแบบ Nike ได้ เป็นต้น เรามองหา Brand เหล่านั้น”

 

 

ปัจจุบันหุ้นที่มี Brand นั้นอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเราตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนเลยทีเดียว อยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของคน ซึ่งแน่นอนว่า แม้ในยามที่เกิด Recession หรือ ‘วิกฤติ’ ขึ้น คุณก็ยังคงจำเป็นต้องใช้มันอยู่ดี เรายังคงต้องซักผ้า อาบน้ำ เป็นต้น หรือในการทำงานระบบที่ใช้ในคอมพิวเตอร์อย่าง Window ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่การซื้อครั้งเดียวแล้วจบ นี่คือพลังของ Brand ที่ดี

 

 

“หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นเกี่ยวกับสุขภาพ เป็น 3 กลุ่มใหญ่ที่มีน้ำหนักการลงทุนมากในปัจจุบัน 39%, 29% และ 17% ตามลำดับ ซึ่งจากข้อมูลจะพบว่าหุ้นทั้ง 3 กลุ่มนี้แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีก็กระทบกำไรของหุ้นใน 3 กลุ่มนี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นๆ”

 

 

สำหรับ “Global Brands” ถือเป็นธีมการลงทุนแรก ที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้เป็นอย่างดี

Tags:
Share: