Art of Strategy : Volume บาง สัญญาณดีหรือร้าย

ตลาดเหมือนมีเรื่องให้กลับมาเก็งกันอีกครั้ง ล่าสุดเป็นเรื่องการประชุม FOMC ใน 30 ต.ค. นี้ หลังจากที่ตัวเลข ISM ภาคการผลิตของสหรัฐดิ่งเหว ความกังวลเศรษฐกิจหดตัวได้ทำให้ตลาดคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ความน่าจะเป็นจาก Fed Fund Futures ปรับโอกาสการลดดอกเบี้ยลง 25 bps ใน 30 ต.ค. พุ่งขึ้นมาเป็น 85.3% (สัปดาห์ที่แล้วตลาดยังไม่เชื่ออยู่เลยว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก โดยมีโอกาสแค่ 46.5%) และปรับโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งเหลือ 1.25-1.50% ใน ธ.ค. เป็น 59.9% (จากสัปดาห์ก่อนที่ 22.8%)


กระแสลดดอกเบี้ยกลับมาอย่างแรง แต่น่าสนใจตรงที่ ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนระยะยาว 10 ปี กับ 2 ปีของสหรัฐ มันถ่างออก (US 10Y-2Y Bond Yield) จนขยายเป็น 0.14% ซึ่งผิดไปทุกที หากมีความกังวลว่าจะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสัญญาณการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ตัว Spread ระหว่าง US 10Y-2Y Bond Yield มันจะหุบเข้าหากันจนติดลบและทำให้เกิดภาพ Inverted Yield Curve

Spread ของ US 10Y-2Y Bond Yield กลับมาอยู่ที่ 0.14% ถือเป็นระดับที่ผ่อนคลายระดับหนึ่ง การถ่างออกรอบนี้สาเหตุหลักใหญ่ๆมาจากการดิ่งลงของตัว US 2Y Bond Yield ซึ่งน่าจะมาจากความเชื่อของตลาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องจนให้กลับมาที่ 0% อีกครั้ง ขณะที่ระยะยาวตัว US 10Y Bond Yield ลงช้า อาจเป็นเพราะตลาดเริ่มมองแล้วว่า Fed จะกลับมาใช้ QE อีกครั้ง สร้างความคาดหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะยาว


สัญญาณ easing policy มาชัดมากๆ และด้วยกระแสดอกเบี้ยต่ำ และบางประเทศ ญี่ปุ่น เยอรมัน ดอกเบี้ยระยะยาก็ยังติดลบ (negative rate) เพิ่มโอกาสที่จะเห็นหลายๆประเทศใช้งบประมาณขาดดุลมหาศาล และใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นภาพของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจึงมีความหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวอีกครั้ง


จุดสำคัญคือการเจรจาการค้าครั้งที่ 13 10-11 ต.ค. นี้ มองว่ามีโอกาสไม่น้อยที่จะเกิดข้อตกลงบางส่วนเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อตลาดอย่างแรง แต่ถ้ายังคุยกันไม่รู้เรื่องอีก อันนี้น่าสยอดสยองมาก เพราะโอกาสที่จะเกิดการเจรจารอบที่ 14 มันมีน้อยมาก โดยมีความเป็นไปได้สูงที่เกมจะถูกลากยาวจนไปถึงการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐ ใน พ.ย. ปีหน้า


ความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้า จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทย ต้องเข้าสู่โหมดซึมลง (บางวันก็ไหลลง) ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ในส่วนของ SET เห็นได้ชัดมาก วานนี้จัดมาแค่ 3.7 หมื่นล้านบาทต่ำที่สุดในรอบ 4 เดือน (มูลค่าการซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมา 8 วันติดต่อกัน) แน่นอนว่าแรงซื้อหายไปชัดเจน (คนไม่กล้าซื้อ) แต่มองอีกมุมแรงขายก็เริ่มน้อยลง นั่นหมายถึงใครที่อยากขายได้ขายไปเยอะแล้ว จึงเป็นไปได้ว่า Downside ของ SET เริ่มมีจำกัด


SET Index น่าจะนิ่งอยู่ในกรอบ 1,600 – 1,615 จุดไปอีกพักใหญ่ๆ จังหวะตลาดกำลังแย่ๆแบบนี้เป็นโอกาส สะสมหุ้น High dividend yield โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสายปิโตรเลียมและโรงกลั่น PTT TOP กลุ่มธนาคาร SCB BBL กลุ่มอสังหา LH SPALI กลุ่มสื่อสาร ADVANC


เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนและไม่เกี่ยวข้องกับต้นสังกัดของผู้เขียน

 

 

Tags:
Share: