พร้อมสำหรับ ‘การแข่งขัน’-พร้อมสำหรับ ‘การเติบโต’

ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่ดีสำหรับ “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” หลังจากในช่วงต้นปี2019 ตั้งเป้าการเติบโตของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ไว้ที่ 15% และขอโตสูงกว่าอุตสาหกรรม ผ่านมาได้ 8 เดือน AUM ก็โตทะลุเป้าทั้งปีที่ตั้งเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และยังคงมองหาโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

ถ้าโมเดลธุรกิจชัดเจน...จะมองเห็นว่า ‘พันธมิตร’ แบบไหนที่เราต้องการ

 

 

เมื่อถามถึงการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา วนา พูลผล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า นับจากเดือนม.ค.-ส.ค.19 บริษัทมี AUM เพิ่มขึ้นจาก 210 แสนล้านบาท เป็น 245 แสนล้านบาท (ณ 30 ส.ค. 19) หรือเพิ่มขึ้น 16.6% มากกว่าภาพรวมตลาดในช่วงเดียวกันที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 4% โดยบริษัทยังคงนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับภาวะตลาด และสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญ การสนับสนุนจากเครือข่ายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงการจับมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายสำหรับนักลงทุน

           

 

ขณะเดียวกันได้นำนโยบายธรรมาภิบาลมาใช้ในกระบวนการลงทุน โดยมุ่งเน้นบริหารจัดการลงทุนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และนำปัจจัยด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี มาเป็นหลักเกณฑ์ในการใช้พิจารณาคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าลงทุน นั่นทำให้เราได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่ดีในทุกธุรกิจทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและทำให้ธุรกิจของบริษัทในปีนี้เติบโตได้ดี

 

          

 

           
“บริษัทพร้อมสำหรับการแข่งขันและมั่นใจว่าด้วยความเชี่ยวชาญของบริษัทที่มีจะสามารถตอบโจทย์ให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ในส่วนของโอกาสการเติบโตนั้นถ้าโมเดลธุรกิจเราชัดเจน จะมองเห็นว่า ‘พันธมิตร’ แบบไหนที่เราต้องการ หากเรายังใช้โมเดลธุรกิจเดิม การไปซื้อบลจ.อื่นก็อาจจะเป็นทางเลือก แต่ถ้าโมเดลธุรกิจเราไม่เหมือนเดิม เราอาจต้องมองหาพันธมิตรใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเสริมธุรกิจให้เติบโตไปได้ในอีกมิติหนึ่ง แต่เราพร้อมสำหรับการเติบโตและพร้อมสำหรับการแข่งขันอยู่แล้ว”

             

 

นอกจากนี้ ได้มุ่งเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองพฤติกรรมลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยเข้าร่วมโครงการ NDID (National Digital ID) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาให้บริการช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการเปิดบัญชี และเพื่อตอบสนองพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป คาดว่าภายในเดือนธ.ค. นี้จะสามารถเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ ‘e-account opening application’ เพื่อให้บริการทางออนไลน์ ที่จะช่วยให้การเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นและเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้า

 

 

“โดยลูกค้าใหม่สามารถเปิดบัญชีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แทนการยื่นเอกสารเพื่อลดปริมาณกระดาษ (Paperless) ซึ่งนับเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการด้านออนไลน์อย่างต่อเนื่อง หลังจากในเดือนก.ค.ที่ผ่านมาได้เปิดตัว QR Code Payment เป็นรายแรกๆในกลุ่ม บลจ. โดยเป็นบริการใหม่ในระบบออนไลน์ในการรับชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR code) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนที่ใช้บริการผ่านทางเวปไซต์ (Premier online) และ Mobile Application “UOBAM Invest” .

 

 

คัด 5 ‘กองทุนเด่น’…ตอบโจทย์การลงทุนช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว-ตลาดผันผวน

        


จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่ยุติลงและมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงปี2020 ควรปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

 

 

“รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำว่า ในส่วนของตลาดหุ้นเองนั้นผลประกอบการมีแนวโน้มอ่อนตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดหุ้นมีการประเมินมูลค่า (Valuation) สูงขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานได้ ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income) แม้ว่าจะมีอัตราผลตอบแทนไม่สูง อย่างไรก็ตามจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง ยังมีโอกาสจะได้รับกำไรจากราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น (Capital Gain) มาชดเชย

 

รัชดา ตั้งหะรัฐ


 

“ดังนั้นมุมมองในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้เน้นกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท (Asset Allocation) ผ่านกองทุนรวม เพื่อลดการกระจุกตัวของพอร์ต และแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่นการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีความผันผวน หรืออาจจะมองหาลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพสูงที่มีโอกาสเติบโตได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจและมีกระแสเงินสดดี”

           

 

บริษัทได้เพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับนักลงทุน โดยได้คัดสรรกองทุนรวม 5 กองที่มีความโดดเด่น เพื่อตอบโจทย์การลงทุนภายใต้กลยุทธ์ Asset  Allocation ที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ได้แก่

 

 

  1. ‘กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ไดนามิค บอนด์ ฟันด์ (UDB) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘กอง The Jupiter Global Fund – Jupiter Dynamic Bond (Class I)’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่า NAV ของกองทุน โดยเน้นกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา และมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

  2. ‘กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN)’ เน้นลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษทัจัดการจะพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินแต่ละประเภทในสัดส่วนตั้งแต่ 0-100% ของมูลค่า NAV ของกองทุน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการตามความเหมาะสมของสภาวการณ์ในแต่ละขณะ และกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่า NAV ของกองทุน ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

  3. ‘กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล (UOBLTF)’ และ ‘กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ชนิดจ่ายเงินปันผล (UOBLTF-D)’ มีนโยบายเน้นลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน โดยมีฐานะการลงทุนสุทธิในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่า NAV ของกองทุน

  4. ‘กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดูเรเบิ้ล ฟันด์ (UGD)’ ลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘กอง United Global Durable Equities Fund - Class USD ACC’ ซึ่งจัดตั้งและบริหารจัดการโดย UOB Asset Management Ltd. (สิงคโปร์) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่า NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มั่นคง (durable companies) ที่จดทะเบียนและซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ให้กำไรทบต้นอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ลงทุน โดยมีระดับความผันผวนของผลตอบแทนที่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยของบริษัททั่วไป และมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  5. ‘กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ฮาร์โมนี ฟันด์ ซีรีส์ (UJAZZ, UPOP, UROCK)’ เป็นกองทุนใหม่ที่เสนอขาย IPO ปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมา เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุน ประกอบด้วย 3 กองทุนทางเลือกคือ UJAZZ, UPOP, UROCK นโยบายการลงทุนกองทุนของแต่ละกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน CIS กองทุน Infra กองทุน property กองทุน Private equity หรือ กองทุนอีทีเอฟ (ETF) (กองทุนปลายทาง) ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยจะมี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน



“UJAZZ UPOP และ UROCK แต่ละกองทุนมีการจัดสรรพอร์ตลงทุนที่แตกต่างกันตามระดับความผันผวนของตราสารที่ลงทุน ซึ่งประกอบด้วยตราสารทุนในไทยและต่างประเทศ ตราสารหนี้ในไทยและต่างประเทศ กองทุนผสม รวมทั้งตราสารทางเลือกต่างๆ โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ สูง-กลาง-ต่ำ (Risk profile) และโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวที่ผู้ลงทุนคาดหวังเฉลี่ย 4% ต่อปี, 6% ต่อปี และ 8% ต่อปี ตามลำดับ”

 


ประเมิน FED หั่นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้...พร้อมคงเป้าดัชนีหุ้นไทยที่ 1,750 จุด     

         

 

ตั้งแต่ต้นปี19 มา เราเห็นการปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยกันลงมาของหลายสำนัก แต่ไม่ใช่ที่ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ โดย “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสารองค์กร บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยเองไม่ได้โตมากมายอะไร ที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 15-16 เท่า อัพไซด์ก็จำกัด มองจากนี้ถึงสิ้นปีตลาดน่าจะแกว่งอยู่ในกรอบ 1,600- 1,700 จุด ถ้ามองไปในปีหน้ากำไรบริษัทโจได้ 8-10% ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะอยู่ประมาณ 1,750 จุด

 

         

วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์

           

ภาพของเศรษฐกิจโลกยังสามารถเติบโตได้ในระดับปานกลาง และมีแนวโน้มที่ขยายตัวชะลอลง เป็นผลจากภาวะสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น โดย ‘ธนาคารกลาง’ ในประเทศต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของการเจรจาการค้า ประกอบกับมีความกังวลว่าต่อการเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงไปต่ำกว่าพันธบัตรระยะสั้น จึงเริ่มดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน




ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทย ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)’ ได้ปรับลดประมาณการตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ปี19 ลดลงเหลือ 2.8% หลังจากการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น

           


“เราคาดว่า ‘ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)’ จะปรับลดดอกเบี้ยปีนี้อีก 1 ครั้ง และในปีหน้าอีก 2 ครั้ง และคาดหวังว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเห็นผลในปีหน้าได้ เรามองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะโต 3.2-3.5%”

           


นี่คือบทสรุปเพียงบางส่วนของผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ที่ส่งสัญญาณความพร้อมในการแข่งขันและการเติบโตในธุรกิจกองทุนจากนี้ไป ควบคู่ไปกับการ ‘พัฒนาตลาดทุนไทย’ ไปพร้อมกันนั่นเอง

Tags:
Share: