เช็คสุขภาพ “หุ้นแบงก์” ลงทุนได้ไหม เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว

เศรษฐกิจไทย 9 เดือนที่ผ่านมายังไม่มีแนวโน้มว่าจะสดใสเลย ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.3% จากตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคม 2562 ที่ปรับตัวลงทุกหมวด รวมถึงการส่งออกที้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างรุนแรง แล้วหุ้นกลุ่มธนาคารล่ะ?? ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจด้วยมั้ย เพราะหุ้นในกลุ่มธนาคารการเติบโตมักจะอิงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม วันนี้ Wealthy Thai รวบรวมข้อมูลมาให้ดูกัน


บล.เมย์แบงก์ประเมินว่า ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ลดลง (ต่ำกว่า SET INDEX 16%) นั้น สะท้อนว่าตลาดกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการของธนาคารที่อ่อนแอ คาดว่าธนาคาร 8 แห่งที่ศึกษาจะรายงานผลประกอบการรวม 4.74 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3/62 เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจากกำไรพิเศษจากการขาย SCBLIFE (ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์) แต่ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากฐานสูงเป็นผลจากยอดขายของ TMB Asset management ในไตรมาส 3/61

 

 

คาดรายได้กลุ่มแบงก์ Q3 ชะลอตัว

ขณะที่การเติบโตของรายได้ของกลุ่มธนาคารจะยังคงชะลอตัว เนื่องจากความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ชะลอตัว โดยที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดจะถูกกดดันในธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา และรายได้จากการประกันภัยสุทธิที่อ่อนแอ


อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เชื่อว่าข่าวร้ายได้สะท้อนในราคาหุ้นไปบางส่วน เนื่องจากหุ้นธนาคารส่วนใหญ่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ยกเว้น TISCO (ถือ, ราคาเป้าหมาย 100 บาท) และ KKP (ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 85 บาท) ที่มี ROE สูงกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เราไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นสำหรับการฟื้นตัวของกำไร

 

 

SCB เตรียมรับกำไรจากการขาย SCBLIFE

เพราะฉะนั้นจึงเลือกธนาคารที่มีแนวโน้มกำไรดีขึ้นจากการกันสำรองหนี้สูญและการจ่ายเงินปันผลที่ดี โดยมองว่า SCB และ TCAP เติบโตแข็งแกร่ง คาดว่า SCB และ TCAP จะรายงานการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง เนื่องจากกำไรจากการขาย SCBLIFE และกำไรจากการขายทรัพย์สิน รอการขายในช่วงหลังส่วนกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ KBANK และ KTB น่าจะได้รับผลกระทบในทางลบจากการดำเนินงานที่อ่อนแอของธุรกิจประกันชีวิตตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงอย่างมาก ผลประกอบการของ KTB คาดได้รับผลกระทบจาก OPEX จากกฎหมายแรงงานใหม่ ขณะที่อัพไซด์จากประมาณการกำไรของเราน่าจะมาจากกำไรจากการลงทุนที่มากกว่าคาด


จึงแนะนำดังนี้ SCB แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 160 บาท TCAP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 62 บาท, BBL แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 225 บาท, KKP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 85 บาท, TISCO แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 100 บาท, KBANK แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 180 บาท และ KTB แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 19.5 บาท


ขณะที่บล.หยวนต้า มองว่า SCB มีอัพไซต์หุ้น 30.7% และเชื่อว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ไตรมาส 4/2562 เป็นต้นไป จากการรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายของธุรกิจประกันจะเปลี่ยนไปจากเดิม มีการรับรู้ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้จากการรับประกันภัย รวมทั้งรับรู้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ SCBLIFE ทั้งหมด แต่หลังเสร็จสิ้นธุรกรรม SCB จะรับรู้เฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายประกันและรายได้ จากการตัดจำหน่ายตามสัญญา Distribution Agreement (Access Fee) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของ SCBLIFE


NIM จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากไม่มีการบันทึกทั้งรายได้ดอกเบี้ยและสินทรัพย์ของ SCBLIFE และ เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของ SCB (CAR) เพิ่มขึ้น 1% หลัง Risk Weighted Asset ในส่วนของธุรกิจประกันลดลง นอกจากนี้เบื้องต้น SCB ให้ข้อมูลว่าเงินที่ได้รับจากธุรกรรมดังกล่าว จะถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้ SCB ไม่ได้รับผลกระทบด้านลบจากกำไรของ SCBLIFE ที่จะหายไปจากงบรวมของ SCB ตั้งแต่ไตรมาส 4/62

 

Tags:
Share: