หุ้นแบงก์ร่วงรับความกังวลเศรษฐกิจปี 63 นักวิเคราะห์เตือน “เตรียมรับแรงกระแทก”

การปรับตัวลดลงเกิดจากรายงานของ KBANK ที่มองทิศทางของเศรษฐกิจไทยไม่ดีนัก โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังเผชิญความท้าทายทั้งข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงยืดเยื้อ เงินบาทที่ยังคงแข็งค่าส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คาดว่าปี 2563 การส่งออกไทยจะขยายตัวติดลบที่  2%  

 

  

ธนาคารกสิกรไทยเป้าหมายปี 2563 คาดหวังสินเชื่อรวมที่ 4-6% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัทเติบโต 2-4% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการเติบโต 1-3% และสินเชื่อลูกค้าบุคคลเติบโต 9-11% อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ  อยู่ที่ 3.1ถึง 3.3% อัตราการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ -5 ถึง -17%  

 

 

นักวิเคราะห์มองไตรมาสที่ 4 เต็มไปด้วยความท้าทาย

  

 

ล่าสุดนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค บล.เอเชียพลัส จำกัด ได้ให้ข้อมูลกับ Wealthy Thai ว่า ปัจจัยหลักๆ น่าจะมาจาก KBANK ได้มีการแถลงแผนงานปี 2563 ซึ่งให้เป้าหมายที่ดูแล้วน่าตกใจ อย่างเช่นที่บอกว่า รายจากค่าธรรมเนียมน่าจะลดลงตั้งแต่ 5-17% ซึ่งถือว่าแรงมาก รวมทั้งดูเหมือนว่า เทรนด์การตั้งสำรอง NCL ดูเหมือนจะมากด้วย ดังนั้นพอให้มุมมองแบบนี้ และภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดี ก็ทำให้นักลงทุนวิตกกัน จึงเกิดแรงขายหุ้นกลุ่มกลุ่มธนาคาร ตั้งแต่ KBANK ไปจน  SCB รวมถึง BBL

 

 

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2562 มองว่ายังมีความกังวลในประเด็นการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติม ซึ่งพอมีประเด็นนี้ บวกกับเริ่มใช้ TFRS9 ในปี 2563 จึงทำให้แนวโน้มผลประกอบการ ตั้งแต่ไตรมาส 4/2562 ต่อเนื่องไปยังปี 2563 จะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 

 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) รางงานว่า ราคาหุ้นของกลุ่มธนาคาร เกิดจาก KBANK เปิดเผยมุมมองต่อปี 63 ในเชิงลบออกมา ทำให้เกิดความกังวล  

 

  • หนี้เสีย (NPL) คาดเพิ่มขึ้น 3.3-3.7% ในปี 62 เป็น 3.6-4.0% ในปี 63
  • NIM ในปี 63 มอง 3.1-3.3% ต่ำกว่าปี 62 ที่ 3.3% จากสมมติฐานว่า ธปท. จะลดดอกเบี้ยอีก
  • ผู้บริหารมองเป้า Loan growth ที่ 4-6% จากปี 62 ที่ 5-7%

 

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ มองว่า guidance นี้ทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกปรับประมาณการลง เราคงกังวลเรื่องคุณภาพหนี้สินเป็นสำคัญ ให้น้ำหนักกลุ่ม "เป็นกลาง"

 

 

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2562 ของกลุ่มฯ เราคาดว่าจะทรงตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะจะยังคงเห็นการเร่งตัวในการตั้งสำรองฯและการ write-off NPL ที่เพิ่มขึ้นอีกก่อนเริ่มใช้ TFRS9 ในปีหน้า แต่อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่ากลุ่มธนาคารที่เร่งการตั้งสำรองฯที่เพิ่มขึ้น จะมีการขายเงินลงทุนออกมาเพื่อให้มีกำไรจากเงินลงทุนมาชดเชยกับการตั้งสำรองฯที่สูงขึ้น

 

 

โดยภาพรวมของกลุ่มธนาคารในปัจจุบันลงมาซื้อขายที่ระดับ -2SD below 5-yr average PBV ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าช่วง Hamburger crisis ปี 2008 ที่ -1SD below 5-yr average PBV สะท้อน average ROE ที่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 9.5% เทียบกับปี 2008 ที่สูงถึง 12.0% ขณะที่มีความเสี่ยงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต โดยเราคาดว่า จะมีการปรับลดลงอีก 1-2 ครั้งจนถึงปี 2563



ทั้งนี้แนะนำ "NEUTRAL" โดย Top picks ในกลุ่มธนาคาร เราเลือกหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวเด่นอย่าง SCB และ KKP เป็น โดยเราชอบ SCB ราคาเป้าหมายที่ 133.00 บาท เพราะมี upside เพิ่มเติมจากการขาย SCBLife ซึ่งจะนำเงินที่ได้ไปลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจ consumer finance ที่ให้ ROE มากกว่า 20% และ KKP ราคาเป้าหมายที่ 77.00 บาท เพราะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาลง และยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากดีล IB ที่มีอยู่อีกจำนวนมาก

Tags:
Share: