ปีนี้ยังมีหนังน่าดูอีกหลายเรื่อง แล้วหุ้น Major จะน่าซื้อแล้วยัง?

 

ช่วงโค้งสุดท้ายของปีเป็นไฮซีซั่นของหลายๆ ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์หรือแม้แต่ธนาคารเองก็ดี แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่ “ธุรกิจโรงภาพยนตร์” เนื่องจากไม่ค่อยมีหนังฟอร์มยักษ์ในช่วงเดือนท้ายๆ ของปี
         

 

แต่ปี 2562 นี้เป็นปีพิเศษสำหรับ Major – SF เนื่องจากช่วง 1-2 ปีนี้ ภาพยนตร์ค่าย “ดิสนีย์” เข้าโรงมากที่สุดนับเป็นประวัติการณ์  เช่น

 

  • Spider-Man Far from Home (คาดการณ์รายได้ 298 ล้านบาท)
  • Hobbs and Shaw (คาดการณ์รายได้ 244 ล้านบาท)
  • The Lion King (คาดการณ์รายได้ 113 ล้านบาท บาท)

 

 

แล้วหุ้นโรงภาพยนตร์หรือโรงหนังถือว่าน่าลงทุนมั้ย  โดย MAJOR หรือบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจโรงหนังหนึ่งเดียวที่เทรดอยู่ในตลาดหุ้น (ถ้าไม่นับคู่แข่งอย่าง SF ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น)

             

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดกำไรปกติไตรมาส 3/2562 ลดลง 61% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากฐานที่สูง แต่ถ้าเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว กำไรน่าจะยังเติบโตถึง 49% YoY เป็น 201 ล้านบาท โดยมองว่ารายได้จากการขายตั๋วหนังเพิ่มขึ้น 15% จากหนังที่ทำได้ดี 

 

นอกจากนี้ Major ยังมีได้รับผลบวกจากการเปิดสาขาใหม่ 48 โรง ซึ่งคาดว่ารายได้โฆษณาน่าจะเติบโต 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากลูกค้าเดิมที่ต่อสัญญา รวมถึงรายได้จาก Icon Cineconic ที่เปิดเมื่อไตรมาส 4/2561 คาดอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 33.2% เนื่องจากธุรกิจโฆษณามีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

 

 

ไตรมาส 4 มีหนังจ่อเข้าเพียบ!

 

ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า กําไรปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1,278 ล้านบาท และปี 2563 ที่ 1,360 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังมีหนังไทย 25 เรื่อง เป็นของกลุ่ม MAJOR 10 เรื่อง ขณะเดียวกันในไตรมาส 4/2562 ยังมีภาพยนตร์ต่างประเทศต่อเนื่อง

 

 

เฉพาะในไตรมาสสุดท้ายนี้ มีหนังไทย 14 เรื่อง เช่น หนังของ GDH 2 เรื่อง บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ขุนพันธ์และขุนแผนฟ้าฟื้น ซึ่งมีแนวโน้มตอบรับดี อีกทั้งยังมีหนังฮอลิวูด เช่น Joker, Maleficent: Mistress of Evil, Terminator: Dark Fate และ Frozen 2

 

 

กำไรยังโตได้ตามเป้าหมาย

 

บล.เคจีไอมองว่ากำไรในปีนี้จะขยายตัว 10% สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานที่ตั้งเป้าขยายสาขาปีละ 50-60 โรง รวมถึงจะใช้กลยุทธ์การกระจายภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ออกไปในทุกไตรมาสแทนที่จะมากระจุกอยู่เฉพาะไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น

 

 

ส่วนในปี 2563 คาดแนวโน้มผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง จากหนังหลายเรื่องที่คาดว่าจะทำรายได้ดี ไม่ว่าจะเป็น

 

  • Fast & Furious 9
  • Top Gun 2: Maverick
  • Wonder Woman 1984
  • Godzilla vs. Kong
  • Artemis Fowl
  • Venom 2
  • Mulan
  • The King’s Man

 

 

อย่างไรก็ตาม Major ยังมีความเสี่ยงจากการขยายตัวของแพลตฟอร์มการดูหนังออนไลน์ หรือธุรกิจ Over the Top (OTT) เช่น  Netflix, iflix, Disney+,VIU เป็นต้น ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าครึ่งปีแรกบริษัทจะมีรายได้ 5,782.90 ล้านบาท กำไรสุทธิ 710.35 ล้านบาท สวนทางกับราคาหุ้นช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังขึ้นไปทำนิวไฮเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ราคา 30.25 บาท เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ณ วันที่ 18 ตุลาคมที่ราคา 24.70 บาท

 

 

ก็มีโอกาสลุ้นว่าราคาหุ้นช่วงหลังจากนี้จนถึงปีหน้า ราคาหุ้นจะไปรอรับหนังใหม่ที่จ่อเข้าฉายหรือไม่ ..

Tags:
Share: