“Passive Income”...คำตอบของการออมของ ‘คน 4.0’

“ยุค Do It Yourself (D.I.Y)” เป็นยุคที่คนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น ต้องการทำชิ้นงานที่สร้างสรรค์จากจินตนาการของตนเอง ยิ่งการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดจนสามารถฝึกฝน ลงมือทำอะไรได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างช่างฝีมือหรือคนสอน ลองผิดลองถูกได้ตามแต่ใจ  ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ D.I.Y. ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

 

            

 

ในเรื่อง ‘การออม’ เองก็เช่นเดียวกันปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ออมเงิน บางผลิตภัณฑ์เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ผสมระหว่างหุ้นกู้กับตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น  

 

 

“ดังนั้นการที่ผู้ออมเงินจะได้นำเงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนไปออมหรือลงทุนเพื่อรอรับดอกผลเพิ่มเราเรียกว่า ‘Passive Income’ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ออมจะต้องเรียนรู้และเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทนั้นก่อน อีกทั้งยังต้องเข้าใจตัวผู้ออมเองด้วยว่ามีเป้าหมายและเงื่อนไขการออมอย่างไรบ้าง”

 

           
ในส่วนของ ‘Passive Income’ นั้นมีหลายวิธี เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยเช่า การทำธุรกิจ digital marketing และ online marketing  เป็นต้น แต่ในที่นี้จะแนะนำการออมที่อยู่ในรูปแบบของ ‘financial asset’ เช่น  พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หรือกองทุนประเภทต่างๆ  โดยการประยุกต์ใช้หลักการ D.I.Y. เข้ากับการออมดังนี้

 

 

  • Day กำหนดด้วยตัวผู้ออมเองเลยว่าออมวันไหนในเดือนนั้น จำนวนเงินออมเท่าไร ซึ่งต้องใช้ความมีวินัยทางการเงินเป็นอย่างยิ่ง หรือเป็นการออมเพียงครั้งเดียว
  • Interest กำหนดว่าผู้ออมสามารถยอมรับผลตอบแทนที่ระดับ % เพื่อจะได้เลือกตราสารทางการเงินหรือกองทุนให้เหมาะสมกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • Year กำหนดเลยว่าเป้าหมายว่าจะใช้เงินนี้ในอีกกี่ปีข้างหน้า



จากในกราฟที่ 1 แสดงให้เห็นว่าถ้าเราออมเงินอย่างสม่ำเสมอเพียง ‘เดือนละ 2,000 บาท’ โดยการออมอาจการกำหนดวันที่ในการหักจากบัญชีทุกเดือนซึ่งสามารถทำได้ทั้งการออมผ่านทางกองทุน หุ้น ทองคำหรือประกันชีวิตแบบ Unit Linked ในอีก 30 ปีข้างหน้าผู้ออมก็สามารถมีเงินเป็นหลักล้านได้อย่างสบาย

 

 

แต่ถ้าเรามีเงินก้อนจำนวนหนึ่งที่สามารถออมได้เลยในครั้งเดียวก็จะพบว่า ถ้าออมเงินครั้งเดียวจำนวน 300,000 บาท ที่ผลตอบแทน 3% และถือไป 40 ปี เราก็จะมีเงินหลักล้านบาทเช่นกันดังในกราฟที่ 2

 

 

ซึ่ง ‘ตราสารทางการเงิน’ ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 3-5% มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้บริษัทเอกชนชั้นดี กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม กองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ประกันชีวิตแบบ Unit Linked เป็นต้น

 

 

“ดังนั้นหากผู้ออมเข้าใจในเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน เข้าใจผลิตภัณฑ์ และเข้าใจในตนเองแล้วก็สามารถที่จะ D.I.Y. แผนการออมของตนเองได้”

 

แต่ถ้าหลังจากออมมาระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จตาม ‘แผนการออม’ ที่ได้วางเอาไว้ แนะนำว่าควรลองขอคำปรึกษากับ ‘นักวางแผนการเงิน’ ซึ่งจะได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำ หรือช่วยเสนอแนะในแผนการลงทุนที่จะทำให้ผู้ออมสามารถประสบความสำเร็จทางการเงินได้

 

 

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected]  , TFPA Facebook Fanpage และ  www.tfpa.or.th

Tags:
Share: