WORK กับมาร์เก็ตแคปที่หายไป 3.5 หมื่นลบ. 

ทุกวันนี้หลายธุรกิจกำลังจะถูก distortion จากเทคโนโลยีและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หนึ่งในนั้นคือธุรกิจสื่อโทรทัศน์ ด้วยการเข้ามาของโซเซียลมีเดียทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น การดูละคร ซีรี่ย์ รายการบันเทิงผ่านสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่าย สามารถทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ส่งผลให้เรทติ้งแต่ละช่องตกไปตามๆกัน แน่นอนว่าเมื่อเรทติ้งไม่สวยย่อมส่งผลต่อรายได้ค่าโฆษณา ซึ่งแทบจะเป็นรายได้หลักของผู้ประกอบการ

 

 

ยิ่งช่วงไหนมีรายการที่ได้รับความนิยมสูง เรทติ้งดี ค่าโฆษณาจะยิ่งสูงขึ้น กลับกันหากช่วงไหนรายการไม่ปัง ไม่โดน ค่าโฆษณาที่จะได้รับจากสปอนเซอร์ก็น้อยลงตามไปด้วย ฉุดกำไรและราคาหุ้นให้ร่วงไปตามๆกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับ WORK หรือ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)

 

 

Market Cap หายไป 3.5 หมื่นลบ.

 

จากกระแสตอบรับถล่มทลายจากรายการเรียลลิตี้เกมโชว์ The Mask Singer ซีซั่น 1 ทำให้ราคาหุ้นของ WORK เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 104 บาท ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ 44,005.03 ล้านบาท ในวันที่ 11 ก.ค. 2560 ก่อนจะปรับตัวลงต่อเนื่อง จากความนิยมของคนดูที่ตกลง ทำให้หุ้น WORK ที่เคยอยู่หลักร้อยลงมาเหลือหลักสิบในระยะเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น โดยวันที่ 1 พ.ย. 2562 ราคาหุ้นอยู่ที่ 19.20 บาท และมี Market Cap อยู่ที่  8,477.96 ล้านบาท ลดลง 35,527.07 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 80.73%

 

         

WORK จึงเลือกปรับกลยุทธ์ด้วยการปรับผังรายการ โดยใส่รายการใหม่เพื่อปลุกเรทติ้ง อย่างรายการ 10 fight 10, รายการกล่องของขวัญ และรายการคู่เฟคคู่แฟน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี ทำให้คาดว่าความนิยมของช่องจะเพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนรายได้ในธุรกิจโทรทัศน์ให้เติบโต

 

ต้นทุนการผลิตลด      

 

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ประกาศลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ทำให้ WORK มีต้นทุนด้านการผลิตลดลง ประกอบกับไม่มีต้นทุนการออกอากาศการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์เข้ามากดดัน จึงทำให้ภาพรวมผลประกอบการของ WORK มีแนวโน้มสดใสขึ้น

 

 

จับมือ RS ช่วยหนุนรายได้โต

         
ขณะเดียวกัน WORK ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการร่วมมือกับ RS เพื่อเปิดช่องทางการขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม (MPC) บนช่องเวิร์คพอยท์ทีวี ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป ซึ่งเรื่องนี้ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่าความร่วมมือนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อทั้ง RS และ WORK ที่จะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดย RS จะได้ประโยชน์จากฐานผู้ชมของช่องเวิร์คพอยท์ทีวี ที่มีเรทติ้งสูงกว่าช่อง 8 (ช่องทีวีของ RS เอง) และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเมือง ในขณะที่ผู้ชมช่อง 8 จะอยู่ในต่างจังหวัด ส่วน WORK จะได้ประโยชน์จากการใช้เวลาในการโฆษณาได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ ดังนั้นเชื่อว่าจะมีอัพไซด์จากประมาณการกำไรปี 2562 - 2563 และราคาเหมาะสมสำหรับทั้ง RS (คำแนะนำ "ถือ" TP 16.90 บาท) และ WORK (คำแนะนำ "ถือ" TP 28.75บาท)

 

         

ด้านบล.กรงศรี มีความเห็นว่า หากปีหน้า RS ทำยอดรายได้ได้ตามเป้า 500 ล้านบาท WORK ก็จะได้ส่วนแบ่ง 30% หรือประมาณ 150 ล้านบาท ซึ่ง WORK แทบจะไม่มีต้นทุนเพิ่มจากดีลนี้เลย ดังนั้น รายได้ทั้งหมดจากดีลนี้จะยิ่งตรงไปที่กำไรสุทธิของ WORK ในปี 2563 (คิดเป็น 23% ของกำไรรวม) หรืออีกด้านหนึ่ง ถ้าหากว่าเรตติ้งของช่อง TV ของ WORK ดีขึ้นมาก ๆ ยอดโฆษณาก็จะไหลมาที่ช่อง ซึ่งบริษัทก็อาจจะลด slot ที่จัดสรรเวลาให้กับ RS ลงเพื่อให้ได้รายได้จากธุรกิจทีวีเพิ่ขึ้น แบบเดียวกับที่ไทยรัฐทีวีทำ

                   

 

Q3 กำไรโตทั้ง YoY และ QoQ

 

กำไรจากธุรกิจหลักจะเพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และ 56% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เป็น 166 ล้านบาท โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก YoY จะมาจากต้นทุนที่ลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่าย amortization ลดลงหลังจากที่ กสทช. ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต, สามารถคุมต้นทุนการผลิตรายการได้ดีขึ้น, ไม่มีต้นทุนในการออกอากาศการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงหลังจากชำระคืนหนี้ไปบางส่วน เราคาดว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากใน QoQ จะมาจากการที่ธุรกิจ TV มีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะเรตติ้งดีขึ้น ซึ่งนำโดยรายการ  10 Fight 10, ต้นทุน amortization ลดลง, และไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทในเครือ 

 

 

ทั้งนี้สมมติฐานสำคัญสำหรับประมาณการไตรมาส 3/62 ของเราได้แก่ 1.รายได้โต 9% จากไตรมาส 2/62 เนื่องจาก utilization เพิ่มขึ้นเป็น 55% (จาก 50% ในไตรมาส 2/62 ) และมีการขึ้นค่าโฆษณาเป็น 69,000 บาทต่อนาที (จาก 65,000 บาทต่อนาทีในไตรมาส 2/62) เนื่องจากเรตติ้งของช่องดีขึ้นหลังปรับผังรายการในเดือนเมษายน 2. อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 46.4% จาก 40.5% ในไตรมาส 2/62 เนื่องจากต้นทุน  amortization ลดลง และ 3. ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทในเครือ จากที่ต้องรับรู้ผลขาดทุน 10 ล้านบาทจากธุรกิจภาพยนตร์

 

 

และเมื่ออิงจากประมาณการกำไรไตรมาส 3/62 เราคาดว่ากำไรงวด 9 เดือน จะคิดเป็น 70% ของประมาณการกำไรปีนี้ โดยยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรปี 2562 เอาไว้ที่ 44% จากปีก่อน และปี 2563 คาดเติบโตที่ 29% จากการลดลงของต้นทุนรายการแข่งขันกีฬาที่ลดลง และต้นทุนใบอนุญาต ในขณะที่รายได้จากธุรกิจ TV ก็เพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าโฆษณา ทั้งนี้ ยังไม่ได้รวมประเด็นการผนึกพันธมิตรกับ RS เข้ามาไว้ในประมาณการของเรา 

 

 

ราคาหุ้นปรับลดลงมาก มองเป็นโอกาสเข้าซื้อ

 

ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมาอย่างมากในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อหุ้น WORK ซึ่งเรามองว่าปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดเต็มมือ ขณะเดียวกันคาดว่ากำไรจะโตถึง 44% ในปีนี้ และ 29% ในปีหน้า ประกอบกับยังมี upside จากดีล RS อีก ดังนั้น เจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ และให้ราคาเป้าหมายที่ 35 บาท

 

อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ในไตรมาส 2/62 ของ WORK ยังลดลง โดยอยู่ที่ 597.77 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20% จากสภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรง ซึ่งผ่านมา WORK มีการปรับผังรายได้ใหม่ และมีกระแสตอบรับค่อนข้างดี อีกทั้งการจับมือกับ RS ยังเป็นอีกปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยหนุนให้ยอดการโฆษณาสูงขึ้น ดังนั้นต้องมาติดตามดูว่าในไตรมาส 3/62 ผลประกอบการของจะสามารถฟื้นตัวได้ตามที่คาดหวังหรือไม่

Tags:
Share: