“ทิศทางการลงทุน”…ไตรมาสที่ 4/2019

 

 

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงสุดท้ายของปี 2019 ชี้ว่ามีแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘ภาวะซบเซา (Slowdown)’ หรือ ‘ถดถอย (Recession)’ ซึ่งสังเกตได้จากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีการปรับลดลง เนื่องจากความกังวลจากหลายๆ ประเด็น ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่แม้ว่าจะคลายความกังวลลงบ้างจากการเจรจาครั้งที่ผ่านมาที่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้น โดยจีนตกลงจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงการจัดการปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

 

 

ขณะที่สหรัฐฯ ได้ชะลอการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะปรับขึ้นจาก 25% เป็น 30% ในวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมาออกไปก่อน แต่คงต้องรอการประชุม ‘กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC)’ ที่ประเทศชิลีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ถึงความชัดเจนในการลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรก รวมถึงการออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ (Brexit) ที่คณะผู้แทนสหภาพยุโรปหรืออียู ได้อนุมัติให้เลื่อนออกไปอีก 3 เดือน จากวันที่ 31 ตุลาคม 2019 เป็นวันที่ 31 มกราคม 2020 ยังคงต้องรอดูข้อตกลงในรายละเอียดการถอนตัว การดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายในหลายประเทศ รวมถึงเหตุการณ์ชุมนุมในฮ่องกงที่ยืดเยื้อมาถึง 5 เดือน เป็นต้น

 

 

“ในวันที่ 30 ตุลาคม 2019 ‘คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC)’ ได้มีมติ  8-2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.50%-1.75% ถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ในปีนี้ ซึ่ง Fed มองว่าการปรับลดในครั้งนี้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยยังคงให้น้ำหนักกับตัวเลขดัชนี ISM ภาคการผลิตที่ 47.8 ในเดือนกันยายน ลดลงจาก 49.1 ในเดือนสิงหาคม  และดัชนี ISM ภาคบริการที่ 52.6 ในเดือนกันยายน ลดลงจาก 56.4  ในเดือนสิงหาคม”

 

           

‘ธนาคารกลางยุโรป (ECB)’ มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอีก 0.1% สู่ระดับ -0.5% ในครั้งนี้ธนาคารกลางยุโรปกลับมาใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้วงเงินเดือนละ 20,000 ล้านยูโร นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาสู่ระดับเป้าหมาย โดยหลายๆ ประเทศเริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินในระดับที่แตกต่างกัน

 

         

‘คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)’ ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเหลือ 2.8% จาก 3.3% พร้อมชี้ว่ายังมีความเสี่ยงด้านต่างประเทศ การประชุม กนง. เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2019 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวมากนัก ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม เนื่องจากการส่งออกหดตัวแรงกว่าคาด ตามการชะลอตัวของการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า การบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวในแนวโน้มที่ลดลง การลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาด และยังกังวลกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า 

 

 

“ด้านนโยบายการคลังชี้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการชิมช้อบใช้เฟส 1 และ 2 เพื่อให้มีการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน คาดว่าจะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนช่วยหนุนเศรษฐกิจช่วงปลายปีส่งผลให้ GDP เป็นบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.20%”

 

จากที่กล่าวข้างต้น ปีนี้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศมีความผันผวนสูง แต่สถานการณ์การลงทุนโดยรวมน่าจะดีกว่าปีก่อนที่การลงทุนติดลบแทบทุกสินทรัพย์ เริ่มจากตั้งแต่ต้นปีถึง ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2019

 

  • อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลก (MSCI ACWI) เท่ากับ 16.7%
  • อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นไทย (SET) เท่ากับ 1.9%
  • อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ (Gold) เท่ากับ 17.3%
  • อัตราผลตอบแทนจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (SET PF&REIT) เท่ากับ 26%


นักลงทุนควร ‘กระจายน้ำหนัก’ สินทรัพย์ลงทุนให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับความเสี่ยงที่แต่ละท่านยอมรับได้  ดังนั้นการกระจายน้ำหนักการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมโดยมีส่วนแบ่งระหว่างสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง แต่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เช่น หุ้น ยังเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะได้รับอัตราผลตอบแทนมากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ควรเน้นหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ เป็นหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการที่ดี มีความผันผวนต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากกว่าภาคการส่งออก และ ‘กระจายความเสี่ยง’ จากการลงทุนในหุ้นทั่วโลก เนื่องจากมูลค่าตลาดของหุ้นไทยคิดเป็น 0.3% ของตลาดหุ้นทั่วโลก

 

 

“อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างประเทศนั้นจะมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และภาษีเพิ่มเข้ามา และส่วนของสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยและให้กระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ‘ตราสารหนี้’ ทั้งในและต่างประเทศที่มีการอันดับความน่าเชื่อถือที่น่าลงทุน (Investment Grade)  รวมทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ‘ทองคำ’ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและยังลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนลง โดยเฉพาะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)  ที่ผ่านมาให้อัตราผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยต่ำจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และเป็นช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น พร้อมทั้งมีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากศักยภาพในการปรับขึ้นอัตราค่าเช่า กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ คือ retail, office, industrial และ warehouse เป็นต้น”

 

ปัจจุบันลูกค้ามีทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศที่มีคุณภาพที่ดีและสะดวกมากขึ้น โดยสามารถซื้อขายหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดต่างประเทศได้ทั้ง ‘โดยตรง’ เช่น หุ้น กองทุนที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ETF)  เป็นต้น หรือ ‘โดยอ้อม’ ลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศในหลายประเภทสินทรัพย์ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

 

สิ่งสำคัญของการลงทุน ไม่ได้มองเพียงด้านของ ‘อัตราผลตอบแทนที่สูงสุด’ เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอีกด้านคือ ‘การควบคุมความเสี่ยง’ ‘การกระจายความเสี่ยง’ และ ‘การปรับน้ำหนักการลงทุน’ในสินทรัพย์อย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มและรักษาโอกาสการเติบโตของเงินลงทุนได้ดีในช่วงที่ภาวะตลาดมีความผันผวนสูง

Tags:
Share:

Related Stories