แบงก์กรุงเทพไม่รีบลดดอกฝาก 3 เดือน เตือนธุรกิจรับมือปีหน้าเศรษฐกิจไม่ดี

แบงก์กรุงเทพ ชะลอลดดอกเบี้ยฝากในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ขอประเมินทิศทางดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงิน ยอมรีบบริหารยากขึ้น เปิดแผนสินเชื่อโฟกัส 2กลุาม “SME-ภาคเกษตรก้าวหน้า”หวังประคองให้เติบโต เตือนรับมือปีหน้าเศรษฐกิจไม่ดี


นายเดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยฝากของธนาคาร ว่าธนาคารขอเวลาในช่วง 3 เดือน ในการประเมินผลหลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ลงเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา


เพื่อพิจารณา ก่อนว่า ทิศทางดอกเบี้ยจะไปทางใด จึงค่อยพิจารณาด้านดอกเบี้ยเงินฝากในเวลานั้น แต่ยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยกู้ขาเดียว อาจทำให้ธนาคารบริหารต้นทุนทางการเงินมีความยากขึ้น และหากดอกเบี้ยฝากปรับลดลง ธนาคารจำเป็นต้องออกแคมเปญเงินฝากพิเศษมาทดแทนหรือไม่ เพื่อให้ผู้ฝากเงินมีรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

 

เดชา ตุลานันท์




“การลดดอกเบี้ยเงินฝาก ถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับธนาคาร เนื่องจากหากลดดอกเบี้ยรายย่อย อาจมีผลกระทบต่อลูกค้ารายย่อยของธนาคารได้ โดยเฉพาะลูกค้าวัยเกษียณ ที่หวังดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอย หรือเลี้ยงชีพ ดังนั้นธนาคารจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด และให้รายย่อยกระทบน้อยที่สุด “นายเดชากล่าว


อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยกู้ของธนาคาร ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสามารถช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ และช่วยเอสเอ็มอี ให้สามารถดำเนินธุรกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจให้ลดลงได้ ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ซึ่งเศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามเช่นกัน


สำหรับแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในระยะข้างหน้า นายเดชากล่าวว่า ยังมีความท้าทาย และความผันผวนต่อเนื่อง ภายใต้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจ ดังนั้นธนาคารคงต้องมีส่วนช่วยในการสนับสนุนผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยเฉพาะ 2กลุ่ม ลูกค้าคือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคเกษตร ก้าวหน้า


“เราโฟกัสภาคเกษตร เนื่องจากปัจจุบัน ประชากรในประเทศกว่า30-40% ยังอยู่ในภาคการเกษตร และเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการเกษตร ธนาคารจึงต้องเข้าไปสนับสุนนสินเชื่อต่อเนื่อง แม้ว่า ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าต่างๆจะมีทิศทางปรับลดลง ขณะเดียวกันธนาคารต้องพิจารณาการให้สินเชื่ออย่างรอบคอบด้วย ควบคู่กับต่อยอดการเติบโตให้ลูกค้าได้ เช่น หนุนให้เกิดการนำสินเชื่อไปใช้ในภาคเกษตรก้าวหน้า หรือมีนวัตกรรม เพื่อให้มีต้นทุนการผลิตที่ตำลง ซึ่งจะทำให้มีโอกาสอยู่รอดมากกว่า”นายเดชากล่าว


สำหรับความเสี่ยงการเกิดปัญหาหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มั่นใจว่าธนาคารจะสามารถดูแลและบริหารจัดการได้ โดยสะท้อนจากเอ็นพีแอลในกลุ่มเกษตรที่อยู่ระดับต่ำ เมื่อเทียบกับเอ็นพีแอลรวมของธนาคาร


"ปีหน้าเรายังมองว่าโลกยังไม่ดี จีนยังมีปัญหา ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ดังนั้นยังมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หรือเศรษฐกิจอยู่“นายเดชากล่าว

Tags:
Share: