[video] พิศิษฐ์ ปัทมสัตยาสนธิ สร้างอนาคต สู่อาณาจักร Index Living Mall

อนาคต คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น แต่ พิศิษฐ์ ปัทมสัตยาสนธิ  ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) เขาคือผู้มองเห็นอนาคต และสร้างอนาคตให้เกิดขึ้นจริงมาตลอดชีวิต


จากเด็กน้อยในครอบครัวคนจีนโพ้นทะเลที่ล่องเรือมาปักหลักเปิดร้านค้าขายสินค้าอยู่ในเมืองเงียบสงบ จังหวัดน่าน พิศิษฐ์เป็นน้องคนสุดท้องของตระกูลที่มีพี่อีก 6 คน และถือเป็นเด็กหัวดีเรียนเก่ง ผลการเรียนตั้งแต่ระดับประถม ถึงมัธยมต้น วนเวียนอยู่ในอันดับ 1-3 ไม่เคยหลุดต่ำกว่านี้ แต่เพราะธุรกิจร้านค้าของทางบ้านที่ถือเป็นร้านใหญ่ของอำเภอ ทำให้เขาต้องหยุดเรียนมาช่วยทางบ้านอยู่บ่อยๆ จนเมื่อจบ ม.4 พิศิษฐ์คิดว่าชั่วโมงเรียนของตน คงไม่พอจะสอบเรียนต่อ จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ ออกมาช่วยทางบ้านค้าขายอย่างเต็มตัว


ความจริงพิศิษฐ์ ไม่ได้ชื่นชอบการค้าขายเลยสักนิด งานที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 มาเปิดร้าน ขายจนถึง 3 ทุ่ม ทุกวัน ตลอด 364 วัน เพราะขณะที่เพื่อนๆ มีวันหยุดทุกเสาร์-อาทิตย์ แต่เขามีวันหยุดก็เพียงวันเดียวใน 1 ปี คือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน หรือวันตรุษจีน



จนมาถึงจุดพลิกผันของชีวิตในอายุ
24 ปี เมื่อโชคชะตาส่งคู่ชีวิตที่จะเป็นส่วนสำคัญในการขีดเส้นทางเดินใหม่ของชีวิตพิศิษฐ์เข้ามาโดยบังเอิญ


เมื่อพิศิษฐ์ เกิดไปสะดุดตา สาวน้อย ขันทอง อุดมมหันติสุข ตัวแทนขายเครื่องสำอาง แบรนด์ Utena จากญี่ปุ่น ถูกส่งมาประจำการที่จังหวัดน่าน ทั้งที่ตัวเธออยากไปเชียงใหม่ พิศิษฐ์ปลูกต้นรักกับขันทองอย่างรวดเร็ว จนเธอกลายเป็นคนคุ้นเคยของบ้าน มีเวลาว่างก็มาช่วยดูแลคุณแม่ของพิศิษฐ์ ที่กำลังป่วยอยู่ที่บ้านเป็นประจำ


แต่เพียง 1 ปี ขันทอง ถูกนายจ้างเรียกตัวกลับไปประจำการที่กรุงเทพฯ พิศิษฐ์ ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับการทำงานที่ร้านของครอบครัว จึงตัดสินใจมุ่งหน้าเข้ามาหาโอกาสใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ตามแฟนสาว โดยขอเงินจากครอบครัวเป็นทุนเริ่มต้น 9 หมื่นบาท


การเข้ากรุงเทพฯ ในวันนั้น เป็นครั้งแรกของพิศิษฐ์ การมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ในความคิดของเขามาก่อน เมื่อตัดสินใจทิ้งชีวิตพ่อค้าตามคนรักเข้ากรุงเทพฯ พิศิษฐ์ใช้เวลาร่วม 1 ปี ศึกษาหาโอกาสในเมืองหลวง จนกระทั่งมีเพื่อนชาวน่านที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ แนะนำให้รู้จักกับช่างเฟอร์นิเจอร์มือดี ที่เพิ่งลาออกจากงาน นี่เองทำให้พิศิษฐ์มองเห็นอนาคตของตนเองที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เป็นครั้งแรก


พิศิษฐ์ ชักชวนช่างเฟอร์นิเจอร์มาร่วมงานกับตน ทั้งที่เขาไม่มีความรู้ในด้านนี้ ไม่มีโรงงาน ไม่มีเครื่องจักร มีเพียงเงิน 9 หมื่นบาท ที่เขาต่อยอดให้เพิ่มขึ้นโดยการหยิบยืม และกู้เงินนอกระบบ มาซื้อที่ดิน 30 ตารางวา กั้นรั้วสังกะสี สร้างเป็นโรงงานผลิตเก้าอี้หลังพิง และเก้าอี้เบาะแดง


เมื่อมีสินค้า พิศิษฐ์ที่มีสายเลือดพ่อค้า ก็ทำหน้าที่หาตลาด ด้วยการตระเวนหาร้านเฟอร์นิเจอร์ทั่วกรุงเทพฯ นำสินค้าไปเสนอขาย ออเดอร์สินค้าเริ่มวิ่งเข้ามา และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายถึงสิงคโปร์ เพียง 4 ปีโรงงานสังกะสี 30 ตารางวา ก็เล็กเกินไปเสียแล้ว


พิศิษฐ์ ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง ด้วยการเดินเข้าไปหาผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนเสือป่า ที่รู้จักกันในสมัยที่ผู้จัดการท่านนี้ทำงานอยู่ที่สาขาน่าน เพื่อขอกู้เงินไปเช่าโรงงานใหม่ โดยไม่มีทรัพย์สินใดไปค้ำประกันเงินกู้


ด้วยภาพพจน์ของคนขยันทำมาหากิน และซื่อสัตย์ ของพิศิษฐ์ ที่ผู้จัดการธนาคารท่านนี้รู้ดี ทำให้มีการแนะนำต่อไปยังผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาบางขุนเทียน ที่มีที่ดินหลุดจำนอง เสนอให้พิศิษฐ์กู้เงินหนึ่งล้านบาท เพื่อซื้อ 2 ไร่ ในซอยจันทร์เศรษฐ์ ถนนพระราม 2 สร้างเป็นโรงงานแห่งใหม่


             

เมื่อมีโรงงานใหม่ที่มีกำลังการผลิตมากขึ้น พิศิษฐ์เริ่มมองหาเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่ๆ ตั้งแต่เก้าอี้ปีกนก ที่ได้แบบมาจากฮ่องกง หรือชั้นวางโทรทัศน์ โต๊ะเครื่องแป้งขนาดเล็ก ชั้นวางแผ่นซีดี  โต๊ะพับเขียนหนังสือ ABC จากมาเลเซีย นำมาผลิตในเมืองไทย กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Winner ของพิศิษฐ์  ยังความสนใจจากโมเดิร์นเทรดแบรนด์ใหญ่ของฝรั่งเศส  “คาร์ฟูร์” ขอผูกขาดในการนำไปขายผ่านช่องทางนี้แต่เพียงผู้เดียว   จนทำให้โรงงานต้องผลิตเก้าอี้มากถึง 1.5 หมื่นตัวต่อวัน 

             

แม้ธุรกิจที่พิศิษฐ์สร้างขึ้นมาเริ่มมั่นคงขึ้น แต่เขากลับพบว่า สินค้าของเขาล้วนเป็นสินค้าขนาดเล็ก ทั้งโต๊ะพับเขียนหนังสือ ABC ชั้นวางซีดี หรือชั้นวางโทรทัศน์  ที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่นำไปไว้หลังร้าน ขณะที่หน้าร้านเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องรับแขก ซึ่งเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ที่ทำรายได้ดีกว่า

             

พิศิษฐ์ตัดสินใจเดินสายการผลิตเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ ผลคือความเสียหายครั้งใหญ่ถึง 5 ปีเต็ม แต่เพราะความเชื่อว่า นี่คืออนาคตของธุรกิจ  จนถึงปีที่ 6 ชุดห้องนอน ชุดห้องรับแขกของ Winner Furniture ก็เริ่มออกสู่ตลาด แต่ตลาดก็เต็มไปด้วยผู้เล่นรายใหญ่ที่จับจองพื้นที่ร้านเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ ทำให้พิศิษฐ์ต้องมุ่งไปหาร้านที่รองลงไป โดยต้องลงทุนในการตกแต่งร้านให้ด้วย เพื่อให้มีช่องทางในการขายแข่งกับแบรนด์ใหญ่ พร้อมเป็นเฟอร์นิเจอร์แบรนด์แรกที่มีการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์


            

แบรนด์ Winner Furniture เริ่มขยับขยายจากห้องนอน สู่ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สำหรับสำนักงาน สินค้าที่หลากหลายนี้ ทำให้พิศิษฐ์ต้องกลับมาคิดว่า หากต้องเช่าพื้นที่ศูนย์การค้า เพื่อวางเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด คงต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ขายได้เท่าไหร่ก็คงไม่ได้กำไร ทำให้เกิด Index Living Mall ขึ้นเป็นแห่งแรกที่พัทยา


ไม่เพียงแต่การเปิดพื้นที่ขายให้กับสินค้าของตนเอง พิศิษฐ์ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย ได้มีโอกาสพบกับนายกสมาคมของประเทศจีน เห็นตัวเลขการผลิตของจีน ก็เห็นว่า อนาคตโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในเมืองไทยคงต้องเหนื่อย เพราะในเมืองจีน มีถนนเฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ยาว 20 กิโลเมตร มี โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ 50,000 โรงงาน และยังมีศูนย์การค้าเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ ดังนั้น การขยายธุรกิจจากผู้ผลิตสู่การเป็นผู้จำหน่ายจึงเป็นอนาคตทางรอดของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไทย 


แต่ในช่วง 3-4 ปีแรก ที่พิศิษฐ์ เปิด Index Living Mall มีเสียงเตือนจากผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งในและต่างประเทศว่า บทบาทของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ก็ควรทำหน้าที่เพียงผู้ผลิต ไม่ควรก้าวไปเป็นผู้ค้าปลีก  เพราะยังไม่เคยมีใครทำได้ และไม่เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ




วันนี้ ผู้ประกอบการผลิตเฟอร์นิเจอร์ในเมืองไทย ต่างประสบปัญหาสินค้าจากจีน มาเลเซีย และเวียดนาม แย่งตลาด ขณะที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง มอลล์ เติบโตเป็นอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ที่มีแบรนด์สินค้ามากกว่า 10 แบรนด์ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า



และเป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 


“ผมไม่ได้เรียนหนังสือเยอะ จบแค่ ม.4 ถามเป้าหมาย ขายได้ 2-3 แสนบาทต่อเดือนก็ดีใจมากแล้ว มีข้าวกินแล้ว รอดแล้ว ถ้าจะถามว่าจะขายได้หลัก 100 ล้านบาทต่อเดือน ไม่เคยฝัน ได้แค่ 3-5 ล้านบาท ก็ดีใจแล้ว แต่มาถึงวันนี้ เราขายได้หมื่นล้านบาทต่อปี ไปบอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ
 

เรารู้ว่านี่คืออนาคต ถ้าคืออนาคตเราก็ต้องเดินหน้า ไม่ใช่ทำแค่ 1 ปีแล้วถอย ชุดห้องนอนคืออนาคต เราทำเสียหายก็ต้องทำต่อ มันจะเสียหาย หรือต้องใช้เวลาก็ต้องเดินให้ถึง ค้าปลีก คืออนาคต แม้ใครจะบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เราเชื่อมั่นอยากอยู่รอดต้องตั้งใจ ต้องอดทน และต้องขยัน ด้วยความตั้งใจว่าเราจะต้องเติบโต ถ้าเราไม่โต ไม่ฉีก ไม่แปลกไปกว่าคนอื่น เราก็ไปไม่ได้ เมื่อเราต้องการไป เราไปกลัวก็จะไม่เกิดประโยชน์ กลัวก็คือไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไปหกล้มไปไม่เป็นไร วันหนึ่งเราจะไปถึง” ผู้ก่อตั้ง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ กล่าว


จากวันนั้นจนถึงวันนี้อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้พัฒนาและบริหารงานอย่างมืออาชีพ เดินเข้ามาในหลักสากลมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น และได้ขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ พิศิษฐ์ มองเป้าหมายต่อไปว่า อยากให้นานาชาติเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์จากประเทศไทยเป็นที่หนึ่งในอาเซียน

 

Share: