แบงก์กรุงไทยชี้ปี 63เศรษฐกิจชะลอ ทำใจหนี้เสียเพิ่ม-ค่าฟีหด-ตั้งรับผูกใจลูกค้า

 

แบงก์กรุงไทย ชี้หลากปัจจัยกระตุกเศรษฐกิจปี’63ชะลอตัว ยอมรับหนี้เสียยังเพิ่มขึ้น มั่นใจบริหารจัดการไหว ตั้งรับรายได้ค่าฟีหดโตต่ำ 10% ประกาศเน้นรักษาลูกค้าให้อยู่หมัด ชูดิจิทัลตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆของลูกค้า พร้อมรับลูกรัฐเปิดแอพให้บริการคืนภาษีนีกท่องเที่ยว ดีเดย์ 28 พย.นี้


นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2563 ยังชะลอตัว เนื่องจากยังมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เกิดแรงกระตุกที่รวดเร็วต่อเศรษฐกิจ คือ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ปัญหาการตั้งกำแพงภาษี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐ การออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ของอังกฤษ ล้วนเป็นประเด็นที่ไม่มีความแน่นอน และกระทบต่อภาคการผลิต รวมทั้งยังมัเรื่องของการดิสรัปชั่น ดังนั้น เป็นปีที่คงต้องปรับตัวรับมือให้เร็ว


เรื่องของแนวโน้มหนี้เสียหรือหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคาร คงยังเกิดขึ้นอยู่จากปัจจุบัน มูลค่าหนี้เสียอยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท แต่ธนาคารได้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสินเชื่อ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยตามเกณฑ์ใหม่ LTV(เพดานคุมสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) เรื่องการตั้งสำรองหนี้ การจัดชั้นหนี้ให้เบ็ดเสร็จตามมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ซึ่งได้ทำมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว


“ปัญหาเอ็นพีแอล เราพยายามบริหารจัดการให้ได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลดำเนินงานโดยรวมของแบงก์”นายผยงกล่าว


สำหรับทิศทางรายได้ค่าธรรมเนียม(ค่าฟี)ที่อาจปรับตัวลดลงมากในปีหน้า ธนาคารประเมินว่า มีหลายประเด็นที่กระทบทั้งเรื่องการแข่งขันที่สูงขึ้น เรื่องของ Market Conduct ในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆให้ลูกค้าที่จะต้องระมัดระวังมากขึ้น เรื่องของความโปร่งใสในการดำเนินการ รวมถึงการบันทึกตามมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ดังนั้น จะต้องวิเคราะห์ด้วยว่า สาเหตุที่ค่าฟีลดลงมาก เกิดจากตัวแปรใด

 



สำหรับแผนในปีหน้าของธนาคารกรุงไทยจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญมากเรื่อง การดึงให้ลูกค้าใช้บริการของธนาคารซึ่งจะไม่ใช่เรื่องการเก็บค่าฟีถูกหรือแพง แต่เป็นเรื่องการให้บริการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าหรือไลฟ์สไตล์ใหม่ๆให้ได้ รวมถึงการสร้างอีโคซีสเต็ม เพื่อเป้าหมายรักษาฐานลูกค้าให้อยู่นาน


“ปีหน้า การเติบโตของค่าฟีของธนาคาร คงอยู่ตัวเลข digiเดียว(ไม่ถึง10%)ซึ่งเราก็ต้องพยายามทำให้เติบโต’ นายผยงกล่าว


นอกจากนี้ นายผยง กล่าวถึง การร่วมมือของธนาคารกับกรมสรรพากร กรมศุลกากร ในการนำระบบบล็อกเชน มาใช้ในการคืนภาษีแก่นักท่องเที่ยวผ่าน โมบาย แอพพลิเคชั่น ว่า จะมีการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีของหน่วยงานที่ร่วมมือกันนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ขอคืนภาษีได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว


นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แอพพลิเคชั่นที่ให้บริการขอคืนภาษี ชื่อว่า “REFUND” โดยนักท่องเที่ยวสามารถขอรับคืนเป็นเงินสดหรือผ่านบัตรเครดิตได้ และจะสามารถเปิดให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 2562 นี้เป็นต้นไป


สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ยอดมูลค่าการซื้อสินค้าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวขอคืนภาษี เฉลี่ย 2 แสนรายต่อเดือน จากสถิติส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด ประมาณ 70 %และชาวจีนส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้เงินสด ภาครัฐจึงยกระดับการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการ และต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการลดขั้นตอนและต้นทุนทางการดำเนินงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนใช้กระดาษสูง 10 ล้านใบต่อปี ต้นทุนบริหารจัดการเงินสด เป็นต้น และที่สำคัญการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้กับระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส มีความปลอดภัยสูง ปลอมแปลงได้ยาก และสามารถตรวจสอบได้


นอกจากนี้กระทรวงการคลัง ได้ทำโครงการการออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (DLT Scripless Bond) ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถจองผ่านช่องทางนี้สะดวกขึ้น และในอยาคตจะขยายบริการเป็นตลาดรองซื้อขายพันธบัตรต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเริ่มให้บริการเดือนเม.ย. 2563 โดยจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ลอตแรก 5 พันล้านบาท เปิดให้ประชาชนจองซื้อผ่านช่องทางนี้

Tags:
Share: