AOT ผู้ท้าชิงหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่ม SET50 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด 50 ลำดับแรก พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2551-2561)  พบข้อมูลที่น่าสนใจและสะท้อนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยในอดีตถึงปัจจุบัน

 

11 ปี PTT ยืนหนึ่ง
 

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา หุ้นบิ๊กแค็ปที่ครองแชมป์ “เบอร์หนึ่ง” มาโดยตลอด  ยังคงเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จากมาร์เก็ตแค็ป 4.94 แสนล้านบาท ในปี 2551 เติบโตขึ้นมามีมาร์เก็ตแค็ป 1.23 ล้านล้านบาท แต่มีข้อน่าสังเกตว่า ด้วยมาร์เก็ตแค็ปของ PTT ที่ห่างกับอันดับ 2 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพียง 9 หมื่นล้านบาท ต้องมาลุ้นกันว่า PTT จะรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งของมูลค่าทางการตลาดได้หรือไม่ 
 


AOT ครองแชมป์หุ้นโตเร็ว
 


ส่วนบริษัทที่เติบโตรวดเร็วหนี้ไม่พ้น  บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่เลื่อนจากลำดับที่ 27 ในปี 2551 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) น้อยกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ขึ้นมาเป็นหุ้นใหญ่ลำดับที่ 7 ในปี 2557 หรือภายในเวลา 5 ปี และขึ้นมาเป็นหุ้นใหญ่เบอร์ 2 ในปัจจุบัน หรือมีมาร์เก็ตแค็ปเพิ่มขึ้นกว่า 1.40 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 11 ปี

 


 
รองลงมาคือบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ขยับจากอันดับ 12 ในปี 2551 ซึ่งมีมาร์เก็ตแค็ปในช่วง 3.6-5.65 หมื่นล้านบาท  ขึ้นมาอยู่ลำดับที่ 8 ในปี 2557 และปัจจุบันหุ้น CPALL เป็นเบอร์ 3 ของตลาดรองจาก PTT และ AOT โดยมีมาร์เก็ตแค็ป 6.75 แสนล้านบาท หรือโตขึ้นราว 6.35 แสนล้านบาท ภายในเวลา 11 ปี และหุ้นอีกตัวที่โตอย่างรวดเร็วหลังจากเข้าตลาดไม่กี่ปี นั่นก็คือบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแค็ป 3.70 แสนล้านบาท
 

 

หุ้นใหญ่สุดในไทยอาจเปลี่ยนมือ

 


การเข้าเทรดของหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Saudi Aramco จะเข้าตลาดหุ้นในเดือนธันวาคม 2562 น่าจะกระทบกับราคาหุ้นน้ำมันทั่วโลกและอาจเปลี่ยนแปลงอันดับของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในไทย  ซึ่งมีข้อมูลจากบล.เอเซีย พลัสที่ยืนยันว่ามีการปรับพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพื่อเตรียมเงินซื้อหุ้น Saudi Aramco จากการตั้งข้อสังเกต ดังนี้

 

1.ในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ปรับตัวขึ้นเพียง 0.97% (MTD) น้อยกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้วที่ให้ผลตอบแทน 2.34% (MTD)

 

2.หุ้นน้ำมันในหลายๆ ประเทศ ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันในช่วงนี้ สะท้อนจากผลตอบแทนดัชนี MSCI ACWI Energy Sector ให้ผลตอบแทนเพียง 1.68% (MTD) น้อยกว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นถึง 4.39% (MTD)
 

3.หุ้นกลุ่มพลังงานที่อยู่ในดัชนี MSCI ไม่ว่าจะเป็น PTT,PTTEP, IVL, PTTGC, IRPC และ TOP ถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิทั้งหมด โดย PTT ถูกเทขายสุทธิมากที่สุด ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 แล้ว 1.90 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ PTTEP ถูกเทขายสุทธิ 1.17 หมื่นล้านบาท และหาก PTT ยังโดนเทขายต่อเนื่องก็อาจทำให้ PTTเสียแชมป์เป็นได้

 


 
ส่วน AOT บล.หยวนต้ามองว่า ยังมีปัจจัยบวกรออยู่ไม่ว่าจะเป็นการประมูล Duty Free สนามบินดอนเมืองที่จะมีความคืบหน้าช่วงกลางเดือนหน้านี้ หรือการสร้าง S-Curve ใหม่ที่ AOT จะเริ่มบุกในปี 2563 เป็นต้นไปก็ช่วยสร้างความน่าสนใจให้ AOT ยังน่าลงทุนและอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต
 

 

 

 

Tags:
Share: