เลื่อนเกณฑ์หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

นานๆ ทีจะมีข่าว Perpetual Bond ออกมาสักครั้ง วันนี้ Wealthy Thai จะมาสรุปข้อมูลแบบเข้าใจง่ายๆ ให้ฟังกันอีกครั้ง หลังจากที่ล่าสุดทางสภาวิชาชีพบัญชี จะผ่อนเกณฑ์มาตรฐานบัญชีใหม่ของ Perpetual Bond ออกไปอีก 3 ปี จากเดิมที่จะบังคับใช้ 1 ม.ค.63

 

 

ซึ่งก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า Perpetual Bond คือหุ้นกู้ประเภทหนึ่ง แต่จะมีความพิเศษกว่าหุ้นกู้ทั่วๆ ไปคือ ไม่มีวันหมดอายุ เพราะฉะนั้นมันจะมีความเป็นไฮบริดกึ่งๆ ตราสารหนี้และตราสารทุน ซึ่งตามเกณฑ์เดิม บอนด์ชนิดนี้เป็นหุ้นกู้ที่คล้ายทุน ตามกฏเกณฑ์ใหม่ที่จะบังคับใช้ จะให้คิดส่วนนี้เป็นหนี้ด้วย ซึ่งจะกระทบอัตราหนี้สินต่อทุน (DE) ยิ่งมีเกณฑ์ใหม่ออกมาเช่นนี้ ยิ่งมีผลบวก

 

 

เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่ออก Perpetual Bond อยู่ 8 บริษัท รวมมูลค่า 102,312 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นบริษัท Big Name ทั้งนั้น ถามว่าทำไม?? ปกติการระดมทุนนอกจากจะเสนอขายหุ้นใหม่ (ไอพีโอ) แล้ว การเพิ่มทุนอาจจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ล่าช้า แต่การออก “หุ้นกู้” จะทำได้เลย ที่สำคัญคือดีต่อเครดิตของบริษัทด้วย เพราะได้เงินมาลงทุนทันที แถมไม่เป็นหนี้ เพราะถูกบันทึกเป็นส่วนของทุน และที่สำคัญคือดีต่อ DE ของบริษัท เช่น CPALL ออกหุ้นกู้ซื้อกิจการแม็คโคร เป็นต้น

 

เมื่อเช้านี้ น.ส.เจิดจรัส แก้วเกื้อ ผู้ช่วยนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลว่า การผ่อนเกณฑ์ Perpetual Bond จะส่งผลดีกับบริษัท ดังนี้ 1.ช่วยลด DE ของบริษัท เพราะหากว่า DE ของบริษัทเพิ่มขึ้น จะทำให้บริษัทขอกู้แบงก์ลำบากมากขึ้น 2.บริษัทอาจจะออกสัญญาตัวใหม่ที่คล้ายทุน ทำให้ DE ไม่เพิ่มขึ้น (ปรับโครงสร้างให้เหมาะสม)

 

 

สำหรับรายชื่อบริษัทที่ออก Perpetual Bond มีดังนี้

 

 

หุ้น                   Rating                    Perp. Bond

 

ANAN               BB+                        6,000 ลบ.

CPALL              BBB(tha)                 19,909 ลบ.

CPF                  A-                          15,000 ลบ.

IVL                  A                            14,874 ลบ.

MINT               BBB+                      23,778 ลบ.

PF                   B+                          508 ลบ.

PTTEP              B+                          21,743 ลบ.

TTCL               AA                           500 ลบ.

 

 

รวม  102,312 ล้านบาท  

 

 
เพราะฉะนั้นฝ่ายวิจัยเชียร์หุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT จากหุ้นทั้งหมด 8 ตัว เนื่องจากได้ประโยชน์จากการผ่อนเกณฑ์ใหม่ Perpetual Bond บวกกับการเติบโตของภาคการบริโภคในประเทศ จากการกระตุ้นมาตรการเศรษฐกิจ ส่งผลกับผลประกอบการของบริษัท
 

 

Tags:
Share: