“ผลตอบแทน” ที่เคยได้รับ...เริ่มเผชิญ ‘ปัจจัยเสี่ยง’

นับถอยหลังอีกไม่ถึง 2 เดือนก็จะเข้าสู่ ‘ปี2020’ กันแล้ว โลกของการลงทุนมาถึงจุดที่คนเริ่มใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะผ่านวิกฤติการเงินโลกก็ล่วงเข้ามากว่า 10 ปีแล้ว


ความกังวลในเรื่องของ ‘เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ ยังเป็นหัวข้อที่นักลงทุนทั่วโลกสนใจ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าที่ยังคงอยู่ต่อเนื่องข้ามปีไป ตลอดจนความเสี่ยงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในทุกมุมโลก


เหล่านี้ ยังเป็นปัจจัยที่โลกยังต้องจับตามองต่อไปในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ในงานสัมนาเรื่อง ‘2020 Market Outlook Powerful Connections, One Global view’ ที่จัดโดย “บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย)” มีหลากหลายมุมมองที่น่าสนใจ


ทางทีมงาน ‘Wealthythai’ ไม่พลาดที่จะเก็บเกี่ยวเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

 

 “3 ปัจจัยเสี่ยง”...ที่ยังรออยู่ในปีหน้า

โลกการลงทุนในปี2020 นั้นเปรียบเหมือนกับนิทาน ‘โกลด์ดิล็อค (Goldilocks)’ ที่เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วจะต้องเผชิญกับหมีทั้ง 3 ตัวที่ต้องระวัง โดย Govinda Finn”, Japan and Developed Asia Economist - Aberdeen Standard Investments ได้เปรียบหมีทั้ง 3 ตัวนั้นเหมือนกับความเสี่ยงที่รออยู่ในปีหน้า ได้แก่


1)‘ความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ สภาพพื้นฐานเศรษฐกิจระยะยาวที่ชะงักงันที่ขยายตัวซบเซาในอัตราต่ำ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ คือปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้า และในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2020 ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายและการเมืองยังจะเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน โดยฝ่ายวิจัยของเราได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ GDP โลกของปี 2020 และ 2021 ลงเหลือ 3.1% ซึ่งต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยในช่วงหลังเหตุการณ์วิกฤตการเงินโลก แต่ถึงแม้ปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ได้ทวีเพิ่มชัดเจนขึ้น เศรษฐกิจโลกคงยังจะสามารถประคองตัวไม่ให้ตกอยู่ในสภาพที่ถดถอยได้


2)‘ความเสี่ยงจากสงครามการค้าฉุดความเชื่อมั่นความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญซึ่งเราคาดว่าจะยังไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ในขณะที่การดำเนินนโยบาย Brexit ยังมีขั้นตอนและรูปแบบที่ไม่ชัดเจน มาตรการกีดกันการค้าที่มีเพิ่มขึ้น และปัญหาความขัดแย้งทางการค้าที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก นักลงทุนจำเป็นต้องตระหนักถึงสภาพความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์การเมืองที่มีเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลกระทบที่จะตามมา ความไม่ชัดเจนที่ยืดเยื้อในด้านการเมืองจะเป็นตัวเหนี่ยวรั้งโดยตรงและต่อเนื่องต่อระบบการค้า ต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และภาคบริการทั่วโลก

 

 

 

 

3)‘ความเสี่ยงจาก ‘นโยบายการเงิน’ และ ‘นโยบายการคลัง’ ที่เพียงพอรองรับผลการชะลอตัว

นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากของธนาคารกลางต่างๆ น่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจที่ซบเซาให้ขยายตัวต่อไปได้ในระดับต่ำโดยไม่ซบเซาถึงอัตราที่ติดลบ โดยฝ่ายวิจัยของเราคาดว่าการปรับลดดอกเบี้ย ครั้งสุดท้ายในกรอบนโยบายแคบของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในปัจจุบันจะมีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 พร้อมๆ กับมาตรการกระตุ้นด้านการคลังเพิ่มเติมในปีหน้าโดยนักการเมืองในประเทศต่างๆจะหันมาทบทวนนโยบายภาษีและงบประมาณรายจ่ายสำหรับโครงการต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะช่วยผ่อนคลายผลกระทบจากความผันผวนที่รุนแรงของตลาดที่อาจเกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินและ ‘นโยบายการคลัง’ ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มมีข้อจำกัด โดยเฉพาะสหรัฐกับจีนนั้น ต้องระวังว่าจะมีข้อจำกัดหรือไม่ในการใช้เพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง


“เราคาดว่าผลตอบแทนที่เดิมเคยได้รับจากสินทรัพย์ประเภทต่างๆ จะลดลงมากเมื่อเทียบกับในอดีตและวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ดีเสมอในอดีตในการโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้นไปยังพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ระดับความน่าเชื่อถือที่ลงทุนได้ (Investment Grade) เริ่มจะดูไม่เหมาะสมในวงจรการลงทุนในรอบนี้ โดย ‘ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)’ ยังเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตอยู่และราคาก็สมเหตุผลกว่า ‘ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)’ เรายังชอบ ‘ตลาดเกิดใหม่’ และ ‘ญี่ปุ่น’ และยังคงแนะนำให้ ‘จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด”

 

 

“เพิ่มผลตอบแทน”...ด้วยการกระจายลงทุนใน ‘สินทรัพย์ทางเลือกใหม่’

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะงักงันและความไม่ชัดเจนในด้านการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยนอกเหนือจากเพียงแบ่งแยกประเภทสินทรัพย์อย่างที่เคยทำมาแต่เดิม ด้วยการ กระจายการลงทุนไปตามปัจจัยความเสี่ยงอย่างระมัดระวังเพื่อปรับผลตอบแทนให้สูงขึ้น


Julien Lepine”, CFA, APAC Multi-Asset Investing Specialist แนะนำว่า โอกาสการลงทุนในต่างประเทศมีอยู่อีกมาก ใน ‘Multi Asset’ ไม่ใช่มีแค่ ‘หุ้น’ หรือ ‘ตราสารหนี้’ เท่านั้น แต่ยังมีสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ๆ อยู่อีกมากมายในปัจจุบันให้เลือกลงทุนได้ สภาพแวดล้อมปัจจุบันเพิ่มความเหมาะสมที่จะใช้ยุทธวิธีที่ระมัดระวังและรูปแบบกระจายการลงทุน นอกเหนือจากวิธีเดิมๆ ที่เพียงแต่จัดสรรแบ่งเงินลงทุนให้กับ ‘หุ้น’ และ ‘ตราสารหนี้’ ถึงแม้ตลาดประเทศเกิดใหม่และตลาดของญี่ปุ่นจะยังดูน่าสนใจ แต่การลงทุนที่เป็นทางเลือกใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีหลังปรับค่าความเสี่ยงแล้วจะมาจากประเภทสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยน้อยกว่า

 

 

ตัวอย่างเช่น แนวโน้มระยะยาวของตราสารหนี้ของรัฐบาลประเทศเกิดใหม่ที่มีมูลค่าหน่วยเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้มีความแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ โดยมีคาดการณ์ผลตอบแทนอยู่ที่เกือบ 6% นอกจากนั้น เรายังเพิ่มน้ำหนักการลงทุนให้กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่มีประกันผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ  (US Treasury Inflation Protected Securities (TIPS) รวมทั้งเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งเรามองว่าสามารถใช้เป็นตัวกระจายความเสี่ยงการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น เป็นต้น


“สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากประเภทสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่องได้  สินทรัพย์ประเภท โครงสร้างพื้นฐาน และ อสังหาริมทรัพย์ คือทางเลือกการกระจายอัตราผลตอบแทนที่มีให้กับพอร์ตการลงทุน ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับตลาดสำหรับนักลงทุนทั่วไป ทั้งนี้เราชอบสินทรัพย์กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและตราสารที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง โดยยังคงรักษากระแสเงินสดให้กับนักลงทุนได้โดยไม่อ่อนไหวมากนักต่อสภาพเศรษฐกิจ และเรามองสินทรัพย์เหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่ใช้กระจายการลงทุนที่น่าสนใจ”

 

 

เศรษฐกิจไทยปี2020…แนวโน้มดีกว่าปีนี้

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี2019 มีแนวโน้มชะลอตัวลงในไตรมาสที่3/19 โต 2.4% ทั้งปีก็น่าจะโตประมาณ 2.5% ทั้งปีก็น่าจะไม่ไปไหนไกล แต่ในปี2020 นั้น “พงค์ธารินทร์ ทรัพยานนท์” หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวดีกว่าปีนี้โดยมองไว้ที่ระดับ 2.5-3.0% และน่าจะใกล้ๆ 3.0% มากกว่าด้วย ตัวเลข PMI ในภาคการผลิตน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ในไตรมาสที่3/19 ตัวเลขการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนออกมาเซอร์ไพรซ์ในเชิงบวกมาก นั่นแสดงว่า Sentiment เริ่มกลับมา และน่าจะสะท้อนว่าเขามองปี2020 เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นจึงกล้าลงทุนเราเลยมองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าดีกว่าปีนี้


ในส่วนของ ‘เงินบาท’ ยังมีแนวโน้มแข็งค่าและยังเป็นสกุลเงินที่น่าจะแข็งค่าในระดับต้นๆ ของเอเชียต่อเนื่องในฐานะ Safe Haven หากภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนอยู่ โอกาสเห็นค่าเงินบาทระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ หรือทะลุขึ้นไปก็มีเช่นกัน ‘ดอกเบี้ยนโยบาย’ นั้น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงระดับ 1.25% ไว้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือมีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสปรับลดลงได้อีกหากเศรษฐกิจแย่หรือเงินบาทแข็งค่ามากไปกว่านี้


ถึงแม้ว่าโอกาสการโตของ เงินเฟ้อทั่วไป ในปีหน้ายังต่ำ แต่เรายังเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้จะยังคงอยู่ในระดับนี้ไปในอนาคตข้างหน้าซึ่งคาดการณ์จากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและประเทศอื่นที่กำลังกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้การลงทุนในตราสารหนี้จะยังคงให้ผลตอบแทนที่เสถียรและควรเป็นส่วนสำคัญในการจัดสรรสัดส่วนการลงทุน


“ในส่วนของการลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้’ แนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่มีอายุเฉลี่ยของตราสาร ‘สั้น’ ไว้ก่อนช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า เพราะตราสารหนี้ระยะยาวค่อนข้างแพง โดยลงได้ตั้งแต่ ‘กองตราสารตลาดเงิน’ ไปจนถึงกองตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสาร 1-2 ปี ด้าน ‘หุ้นกู้’ ในภาพรวมปีนี้เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น ‘ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Spread)’ ปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วง 1-2 ปีก่อน แต่การเลือกคงต้องพิจารณาเป็นรายตัวไป อย่างไรก็ตามในภาพรวมแล้วถือว่าน่าสนใจมากขึ้น”

 

ด้าน ‘ตลาดหุ้นไทย’ ในปี2020 นั้น “ออเสน การบริสุทธิ” หัวหน้าฝ่ายตราสารทุน บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ด้วยความสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่ยังจะคงอยู่ต่อไปในปี 2020 ทางเราได้โฟกัสที่สถานภาพทางการเงินและกระแสเงินสด ความผันผวนที่ยังคงสูงได้เปิดให้เป็นโอกาสที่ดีในการสะสมการลงทุนที่มูลค่าที่เหมาะสม โดย Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติน่าจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้นเป็นบวกจากปีนี้ที่ติดลบเล็กน้อย เนื่องจาก Fund Flow ยังเลือกให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น Emerging Market ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้ประโยชน์ไปด้วย 


นอกจากนี้ สภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังสูง อาจเห็นการโยกเงินจาก ‘เงินฝาก’ ที่ดอกเบี้ยผลต่ำ และโยกเงินจาก ‘ตลาดตราสารหนี้’ ที่ราคาสูงขึ้นทำให้ผลตอบแทนต่ำลง มีแนวโน้มไหลเข้ามาเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นด้วยเช่นกัน


"สำหรับปี2019 นี้คาดดัชนี 1,600 จุด บวก ลบ แต่ยังเป็นตลาดที่มีอัตราจ่ายผลตอบแทนดี 3-4% ส่วนปีหน้าเศรษฐกิจปรับดีขึ้น กำไรบริษัทจดทะเบียนน่าจะเติบโตประมาณ 8-9% สถานการณ์หลายด้านคลี่คลาย คาดว่าจะเห็นดัชนี 1,700 จุด บวก ได้”


หุ้นในกลุ่มที่ยังน่าสนใจเข้าลงทุนในปีหน้า เรายังชอบกลุ่ม Defensive , การบริโภคในกลุ่มเครื่องดื่ม, วัสดุก่อสร้าง ที่ยังเติบโตได้ แต่ไม่ได้เติบโตตามภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะยังชะลอเปิดโครงการ แต่น่าสนใจเพราะต้นทุนต่ำลงทำให้รักษา Margin ที่ดีได้ และยังมีปัจจัยบวกจากการเร่งลงทุนของภาครัฐ ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับหนี้ครัวเรือน ภาคเกษตร รวมถึงธนาคารพาณิชย์ยังไม่น่าสนใจ เพราะมองธนาคารยังไม่เร่งให้กู้ จากอัตราผลตอบแทนต่ำลงจากแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำ และห่วงเรื่อง NPL เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์” 



ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนซึ่งน่าจะทำให้ผู้ลงทุนเห็นภาพการลงทุนในปีหน้า 2020 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย การลงทุนอย่างระมัดระวังด้วย ‘กระกระจายการลง’ ทุนอย่างเหมาะสมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในทุกสภาพตลาดอยู่นั่นเอง

Tags:
Share: