เตือน”บ.ผีดิบ” แฝงตัว ถ่วงบ.ใหม่-ศก.โตยาก

เปิดผลศึกษา”บริษัทผีดิบ”แฝงตัวภาคธุรกิจไทย ฉุดการเติบโตทั้งอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย ถ่วงบริษัทใหม่โตช้า ระบุ 3 อุตที่มีบริษัทผีดิบมากสุด ”โรงแรม-กีฬา-อุตสหกรรมการผลิตโลหะ” เตือนแนวโน้มบริษัทซอมบี้เพิ่มขิ้น


ดร.อาชว์ ปวีณวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลของบริษัทจำนวนกว่า 750,000 แห่ง ระหว่างปี 2549-2559 พบว่าพลวัตรทางธุรกิจ (การเปลี่ยนแปลง) ที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจไทยช่วง 10 ปี มีบริษัทใหม่เกิดขึ้นลดลง ขณะที่บริษัทเก่าก็ออกจากตลาดลดลง ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของบริษัทไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มที่ลดลงดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากังวล ที่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดน้อยลงในภาคธุรกิจไทย และฉุดการเติบโตของอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

 

เนื่องจากมีปัญหาบริษัทเก่าที่มีสภาพคล้ายผีดิบ (zombie firms) ถ่วงอยู่ เพราะบริษัทตั้งมา 10 ปีขึ้นไป แต่มีปัญหาผลดำเนินงานติดลบต่อเนื่อง (รายรับที่ไม่พอจ่ายหนี้) แต่ยังสามารถอยู่รอดในตลาด โดยข้อมูลที่สำรวจในช่วง 10 ปี พบว่า บริษัทผีดิบมีสินทรัพย์โดยรวมสัดส่วนราว 5% ของสินทรัพย์ภาคธุรกิจที่มีอยู่ทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท และบริษัทผีดิบนี้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรก ได้แก่ โรงแรมสัดส่วน 17% กีฬาและนันทนาการ 16% อุตสาหกรรมผลิตโลหะ 15%


“บริษัทผีดิบควรตายไป แต่ไม่ตายและยังมาดูดเลือดบริษัทที่มีชีวิตอยู่ โดยมากีดกันการใช้ทรัพยากรของบริษัทใหม่ที่มีศักยภาพกว่า ทำให้ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะบริษัทเก่าไม่ออกไป และคงอยู่ในอุตสาหกรรมโดยที่ไม่ได้เติบโตเลย ก็จะกลายเป็นเพิ่มต้นทุนในอุตสาหกรรม และบริษัทอื่นหรือบริษัทที่เข้ามาใหม่ก็โตไม่ได้เช่นกัน และพบว่าบริษัทผีดิบยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งจะมีการศึกษารายละเอียดต่อไป”ดร.อาชว์กล่าว


อย่างไรก็ตามบริษัทผีดิบที่ยังอยู่ในตลาดได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยหนุน เช่น บริษัทสามารถกู้เงินใหม่ เพื่อมาจ่ายหนี้เก่า มีการขายสินทรัพย์ บริษัทมีการเพิ่มทุน นอกจากนี้ในการศึกษายังพบว่า บริษัทผีดิบเพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้บริษัททั่วๆไป(อายุ 5 ปี) มีอัตราการลงทุนลดลง 0.8%และหากเป็นบริษัทใหม่ มีอัตรากรรลงทุนลดลง 0.9%

 

 

 

สำหรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของบริษัทผีดิบ ดร.อาชว์กล่าวว่า ในกลุ่มประเทศ OECD ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2551 มีบริษัทผีดิบจำนวนน้อยกว่าไทย โดยอยู่ที่ 2-3% แต่หลังวิกฤตดังกล่าว พบว่ากลุ่มประเทศ OECD มีบริษัทผีดิบเพิ่มขึ้นกว่า 5% ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงกว่าไทย


สำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนนั้น ดร.อาชว์กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นภาคธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตได้ แต่ถ้ามีบริษัทผีดิบที่ไม่เติบโต ก็จะกลายเป็นต้นทุนเกิดขึ้นและอาจทำให้บริษัทอื่นเติบโตไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรมีนโยบายที่ทำให้บริษัทเกที่ไม่สามารถทำกำไรได้ ออกจากตลาดโดยเร็วขึ้น เช่น การปรับปรุงกฏหมายล้มละลาย การเปิดทางให้บริษัทใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้นด้วยการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการตั้งบริษัทใหม่ จะช่วยให้บริษัทใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น และช่วยยกระดับการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มขึ้น และลดอำนาจผูกขาดของบริษัทเก่าๆ ด้วย

 

Share: