กังวลเศรษฐกิจทรุดฉุดหุ้นร่วง 21.06 จุด แนะถือเงินสดรอดูสถานการณ์

 

  • นักลงทุนไม่เชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจไทย
  • สงครามการค้าเริ่มทวีความรุนแรงอีกครั้ง
  • แนะนำถือเงินสดรอดูสถานการณ์

 

 

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 พ.ย.) ไม่ค่อยน่าประทับใจ หลังดัชนีดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากปิดตลาด ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดการซื้อขายที่ 1,569.59 จุด ปรับตัวลดลง 21.06 จุด ปรับลดลง 1.32%


นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน ปัจจัยทางเทคนิค บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า จากกรณีที่ตลาดหุ้นตัวตัวลดลงในช่วงเช้าที่ผ่านมา คาดว่าจะมาจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้ เริ่มจากสถานการณ์การเจรจาการค้า สหรัฐฯ-จีน ที่กลับสู่ภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการล้มเหลวอีกครั้ง หลังจากที่ ปธน.สหรัฐฯ ลงนามใน Protect Hongkong ACT ขณะที่จีนมีปฎิกริยาตอบโต้ที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น แรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสำคัญปรับตัวลง


นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในประเทศ ประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ถูกสะท้อนผ่านออกมาจากดัชนีชี้วัดต่างๆ และอีกหนึ่งประเด็นน่าจะมาจากสาเหตุที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์


ด้วยปัจจ้ยแวดล้อมทางพื้นฐานดังกล่าวข้างต้น คาดว่าน่าจะส่งผลทำให้ ผันผวนในทิศทางลง โดยมีกรอบช่วง 1580 – 1600 จุด กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ แนะนำให้ปรับพอร์ตเพื่อรองรับแรงกดดันที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยแนะนำTop Pick แนะนำ BCH, CPF และ RS



 

 

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายนอกมาจากความไม่แน่นอนของการประชุม OPEC กดดันกลุ่มหลังงานซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมากในดัชนี ส่วนปัจจัยภายในมาจากความกังวลเศรษฐกิจที่ยังชอละตัวต่อเนื่อง มีความเสี่ยงในแง่ของดาวไซส์การปรับประมาณ GDP ลง รวมถึงการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนด้วย


สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นสิ้นปีนี้ เรายังให้น้ำหนักการฟื้นตัว รอเม็ดเงิน LTF ที่คาดว่าจะไหลเข้าในเดือนธ.ค. มากที่สุด ทั้งนี้ เราคาดหวังเชิงบวกในประเด็นดังกล่าวน้อยลง เพราะความล่าช้าจากรูปแบบกองทุนใหม่ที่จะมาแทนกองทุนเดิม ของกระทรวงการคลัง ทำให้นักลงทุนหรือคนส่วนใหญ่ชะลอการซื้อ LTF ปีนี้

 

 

กลยุทธ์การลงทุน

  • ระยะสั้น แนะนำ รอดูสถานการณ์ก่อน (wait and see) ยังไม่ต้องรับร้อนเข้าเทรดระยะสั้น
  • สำหรับการลงทุนที่หวังผลในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า แนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสม โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 1/63 ที่คาดว่าหุ้นจะฟื้นตัวได้จากปัจจัยบวกด้านงบประมาณที่น่าจะผ่านสภาในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่คาดจะไหลกลับเข้ามา รวมถึงหวังว่าไทยจะมีโอกาสปรับอันดับเครดิตเรทติ้ง ซึ่งจะเป็นผลดีกับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่จะกลับเข้ามาด้วย
Share: