หุ้นไทยอ่อนแออาจทดสอบ 1,550 จุด  FSS แนะหาจังหวะซื้อเพื่อถือยาว

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด มหาชน  รายงานภาวะตลาดหุ้นวานนี้ SET Index อ่อนแอกว่าที่เราและตลาดคาดมาปรับตัวลงแรงหลุดแนวรับสำคัญ 1,580 จุดและลบถึง 21.06 จุด ณ สิ้นวัน แรงขายกระจายในหุ้นขนาดใหญ่ในทุก Sector นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องอีก 2.3 พันลบ. (ต่างชาติยัง Short Index Futures อีกราว 1.6 หมื่นสัญญา ทำให้ YTD ไม่มีสถานะจากที่ Long สุทธิราว 1 แสนสัญญาเมื่อเดือนก่อน) รวมถึงบัญชีบล.ที่ขายสุทธิ 1.1 พันลบ. ส่วนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 506 ลบ. 

 

แนวโน้มตลาดวันนี้ 

 

คาดว่า SET Index มีโอกาสอ่อนตัวลงต่อในกรอบ 1,550-1,560 จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบหลังตัวเลข ISM ภาคการผลิตสหรัฐฯเดือน พ.ย. ออกมาต่ำกว่าคาด โดยตลาดกังวลในประเด็นเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนหลังเข้าใกล้วันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งจะมีการเก็บภาษีรอบใหม่ นอกจากนี้ทรัมป์ยังเปิดศึกการค้ารอบใหม่โดยเตรียมเก็บภาษีสินค้าโลหะจากบราซิลและอาร์เจนตินา รวมถึงสินค้านำเข้าจากฝรั่งเศส (แชมเปญ กระเป๋าถือ ชีสและอื่นๆ) และดูจากการ Short Index Futures เพิ่มขึ้นของต่างชาติทำให้เราประเมินการเคลื่อนไหวของตลาดจะค่อนข้างผันผวนในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเริ่มเห็นแรงซื้อกลับที่ฐานแนวรับบริเวณ 1,550 จุดบวกลบ โดยหุ้นที่จ่ายปันผลสูงคาดเคลื่อนไหวแข็งแรงกว่าตลาดในระยะนี้  

 

กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว//ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานในช่วงตลาดปรับลงโดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,550 จุด ส่วนที่ซื้อแล้วถือต่อ  

 


หุ้นเด่นเดือน ธ.ค. :  BCH, CPALL, CPF, PLANB, TCAP  

 

Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค US$135 ล้าน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากเกาหลีใต้ US$269ล้าน ส่วนไทยมีเม็ดเงินไหลออก US$78ล้าน ขณะที่ไหลเข้าไต้หวัน US$215ล้าน แนวโน้มของกระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออกจากภูมิภาคจากความวิตกต่อการที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากบราซิล และอาร์เจนตินา ขณะที่เดียวกันตลาดกังวลต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาไม่ดีนักประเด็นสำคัญวันนี้  จับตา OPEC+ ขยายการลดกำลังการผลิต มีข่าวว่ากลุ่ม OPEC+ อาจขยายการลดกำลังผลิตจากปัจจุบัน 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน เป็น 1.6 ล้านบาร์เรล/วันเพื่อให้เป็น positive surprise กับตลาดก่อนการ IPO ของหุ้น Saudi AramcO PMI ของไทยเดือน พ.ย. ลดลง ในขณะที่ PMI ภาคการผลิตของประเทศในเอเชียเดือน พ.ย. ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ของไทยกลับปรับลดลงและอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 บ่งชี้เศรษฐกิจหดตัว

 

 

นอกจากนี้ ISM ภาคการผลิตของสหรัฐเดือน พ.ย. ยังหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 จากผลของศก.โลกชะลอ ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า นอกจากเป็นผลจากโฟลว์ไหลออกและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงแล้ว ต่างชาติอาจกังวลกับท่าทีของทางการต่อค่าเงินบาทและอาจมีมาตรการดูแลเพิ่มเติม ทำให้เกิดการเร่งขายหุ้น เงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ เงินเฟ้อเดือนทั่วไปเดือน พ.ย. +0.21% Y-Y แต่ -0.13% M-M ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน +0.47% Q-Q, +0.03% M-M สะท้อนกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง แต่เรายังคาดหวังว่าสถานการณ์จะค่อยๆดีขึ้นจากมาตรการชิมช้อปใช้ ช่วยเหลือเกษตรกร และมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย เงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายมาก (1-4%) กนง.จึงจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยต่ำต่อไป

 

 

ราคาเนื้อสัตว์ในประเทศเดือน พ.ย. ฟื้นทั้งหมู กุ้ง ส่วนไก่ทรงตัว และหมูเวียดนามฟื้นแรง ส่วนปลาทูน่าทรงตัวต่ำ โดยราคาหมูในประเทศปรับขึ้นมาอยู่ที่ 60 บาท/กก. +7% M-M, -9% Y-Y ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน แม้ความกังวลโรค ASF ยังอยู่แต่สถานการณ์ถูกคุมได้ดี และปลาย พ.ย. ขยับขึ้นเป็น 63.5 บาท/กก. ส่วนไก่ในประเทศทรงตัว M-M, +6% Y-Y เป็น 35 บาท/กก. แนวโน้มปรับขึ้นได้ต่อใน 1Q20 หลัง supply เริ่มลดลง หมูเวียดนามฟื้นแรงเป็นเดือนที่ 6 เป็น 7-7.5 หมื่นด่อง/กก. แนวโน้มยังสดใส ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทรงตัวถึงขยับขึ้นเล็กน้อยเพราะถูกกดดันจาก Trade war

 

 

แนะนำซื้อ CPF (เป้าปีหน้า 33 บาท) และ TU (เป้าปีหน้า 17 บาท แนะนำถือ GFPT (เป้าปีหน้า 15 บาท)  


Share: