กลไกสร้าง ‘สมดุล’…ให้ “เงินบาท”

 

ในรอบปีที่ผ่านมาการแข็งค่าของเงินบาท เป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง มองข้ามไปในปี2020 มีหลายค่ายออกมามองแนวโน้มยังเดินหน้า แข็งค่า ต่อเนื่อง และมีโอกาสลงไปต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์ ได้เช่นกัน

 

แต่นี่คือโอกาสที่จะพาเงินลงทุนของคุณติดปีก บินลัดฟ้าไปลงทุนในต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง 

 

ปัจจุบันการลงทุนต่างประเทศ เรียกว่า...ใครก็สามารถไปได้ ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งระดับสูงเท่านั้นที่สามารถทำได้เช่นในอดีต เพราะ ช่องทางการลงทุน ก็เปิดกว้างมากขึ้นเช่นเดียวกัน

 

ส่วนจะมีช่องทางไหนบ้างที่จะพาเงินลงทุนของคุณบินลัดฟ้าไปลงทุนในต่างประเทศกันได้บ้างทีมงาน‘Wealthythai’ ยังคงมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

ลงทุนผ่าน...‘กองทุนรวม

 

ช่องทางการลงทุนแรกนั้นเป็นการลงทุนผ่านเครื่องมือที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนทั่วไปโดยเฉพาะรายย่อย อย่างกองทุนรวมนั่นเอง ซึ่งสามารถทำได้ 2 ช่องทาง คือ

 

1.‘กองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF)’ ซึ่งเป็นรูปแบบของกองทุนรวมต่างประเทศที่บลจ.ต่างๆ นำเสนออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีให้เลือกทั้งระดับสินทรัพย์ ภูมิภาค ประเทศ หรือกลยุทธ์การลงทุนให้เลือกสรรกันตามอัธยาศรัยเลยทีเดียว

 

กอง FIF’ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่

 

-‘Fun of Funds’ เป็นกองทุน FIF ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนต่างประเทศ หลายกองทุน 

-‘Feeder Funds’ เป็นกองทุน FIF ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน

 

“บลจ.ส่วนใหญ่เกือบจะ 100% มี กอง FIF’ เป็นหนึ่งในโพรดักต์ที่มีไว้เป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่สนใจอยู่แล้ว เลือกให้ตอบโจทย์การลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองก็พอ”

 

2. ‘กองทุน ETF : Exchange Traded Fund’ ที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น หุ้นจีน, ทองคำ เป็นต้น แต่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว ก็สามารถทำการซื้อขาย กอง ETF’ ดังกล่าวได้เสมือนหนึ่งเป็นหุ้นตัวหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่เป็นเสมือนหุ้นที่ลงทุนในต่างประเทศเท่านั้นเอง ไม่ใช่แค่หุ้นในกระดานตลาดหุ้นไทยแต่ประการใด

 

ข้อดี ของช่องทางการลงทุนต่างประเทศผ่าน กองทุนรวม นั้น คือ ใช้เงินลงทุนน้อย เพียงหลักร้อย หรือหลักพันก็สามารถลงทุนได้แล้ว แต่ก็มีข้อเสีย คือ ค่าบริหารจัดการที่อาจจะสูงกว่ากองทุนในประเทศทั่วไป และในกรณีของ กอง ETF’ ในไทยนั้น ปัจจุบันทางเลือกของนโยบายยังมีจำกัด อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในการซื้อขายอีกด้วย”

 

ลงทุนผ่าน... ‘ตัวแทนการลงทุน

 

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถทำได้แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปแต่ประการใดหากแต่เหมาะกับกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งเป็นสำคัญ ได้แก่

 

 

- ‘กลุ่มนักลงทุนสถาบัน' เช่น ธนาคาร, บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทประกัน เป็นต้น 

-‘กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ ในกรณีของ นิติบุคคลจะต้องมีส่วนของของผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 100 ล้านบาท หรือมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตั้งแต่ 20 ล้านบาท 

 

หรือในกรณีของบุคคลธรรมดา ซึ่งนับรวมคู่สมรส จะต้องมีสินทรัพย์สุทธิ (ไม่นับรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัย) ตั้งแต่ 50 ล้านบาท หรือมีรายได้ตั้งแต่ 4 ล้านบาทต่อปี หรือมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์หรือสัญญาล่วงหน้าตั้งแต่ 10 ล้านบาท

 

“โดยสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนผ่านตัวกลางการลงทุนนั้นก็เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ต่างกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ตราสารหนี้ (ทั้งรัฐและเอกชน), กองทุนรวม, อนุพันธ์ในตลาด Exchange นอกจากนี้ยังสามารถจะลงทุนในสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วไปลงทุนไม่ได้ เช่น Unrated Bond หรือ Private Equity เป็นต้น”

 

โดยนักลงทุนที่สนใจสามารถทำผ่านตัวกลางต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น บริษัทหลักทรัพย์  (Broker)’ หรือธนาคารในประเทศหรือ กองทุนส่วนบุคคลกับตัวกลางที่คุณใช้บริการอยู่หรือมีบริการในด้านนี้เปิดให้บริการนั่นเอง 

 

ลงทุน... ‘ด้วยตัวเองโดยตรง

 

เป็นการลงทุนโดยตรงของผู้ลงทุนเอง ในยุคโลกไร้พรมแดนตลาดการลงทุนเชื่อมถึงกันหมด การเดินทางไปต่างประเทศง่ายเพียงลัดนิ้วมือเดียว เรียกว่า...อยากลงทุนที่ไหนก็ไปเปิดการลงทุนในประเทศนั้นโดยตรงเลย เพราะบางทีอาจจะไปทำงาน หรือไปเรียน หรือไม่ลำบากที่จะทำ เป็นต้น ก็มีนักลงทุนที่ไปเปิดพอร์ตเพื่อลงทุนในตลาดต่างประเทศโดยตรง เช่น สิงคโปร์, เวียดนาม หรือ สหรัฐ เป็นต้น ข้อดี คือ เพิ่มช่องทางการลงทุนให้กับตัวเองในต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนผ่าน ตัวกลาง 

 

แต่ก็มี ข้อเสีย ในหลายเรื่องเช่นกัน เฉพาะการติดตามข้อมูลการลงทุน ตลอดจนกฎหมายต่างๆ ในต่างประเทศก็ไม่ง่ายแล้ว ไม่เพียงเท่านี้ยังต้องใช้เงินจำนวนมากในการกระจายความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องดำเนินการเรื่องการลงทุนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน การฟ้องร้องเมื่อเกิดปัญหา

 

“บุคคลธรรมดายังมีภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากกำไร เงินปันผล ดอกเบี้ย รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ถ้านำกลับมาในปีภาษีเดียวกันกับปีภาษีที่เกิดรายได้ เป็นต้น”

 

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้น ไม่เพียงจะเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงเท่านั้น ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณอีกด้วย ปัจจุบันช่องทางก็เปิดกว้างพร้อมให้คุณที่มีความพร้อมนำเงินติดปีกไปลงทุนอย่างถูกต้องได้ทันที นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยสร้างสมดุลให้กับเงินบาทในทางอ้อมอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

Share: