“ประกันออมทรัพย์” การันตีผลตอบแทนดีทิ้งทวนปีนี้ สู้ภัยดอกเบี้ยต่ำ-ลดหย่อนภาษีโค้งท้ายปี

ปี 63 ปรับผลตอบแทนต่ำ-รูปแบบใหม่

เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนจะปิดสิ้นปี 2562 แล้ว สำหรับคนทำงานที่มีรายได้สูง และต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี การเลือกซื้อประกันสะสมทรัพย์  เป็นอีกทางเลือกที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิต ทั้งผลตอบแทนที่ได้รับซึ่งเทียบออกมาเป็นดอกเบี้ย ถือว่าสูงกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ และคุณยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย


ก่อนอื่นมารู้จักประกันสะสมทรัพย์กันก่อนจะตัดสินใจซื้อ   ลักษณะของแบบประกันสะสมทรัพย์ จะมีการกำหนดระยะเวลาคุ้มครองชีวิต โดยจะจ่ายเบี้ยเพียงช่วงระยะเวลาสั้นกว่า ส่วนผลตอบแทนจะได้รับการันตี  ซึ่งขึ้นกับว่าดีไซน์ของแบบประกันนั้นๆออกมา จะมีทั้งจ่ายผลตอบแทนทุกปีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และไปรับอีกก้อนใหญ่เมื่อครบอายุแบบประกันนั้น ซึ่งถือว่าจบความคุ้มครองกันไป  

 
ดังนั้นแบบประกันนี้จะมีอายุคุ้มครองที่ไม่ยาวนานเหมือนแบบประกันคุ้มครองตลอดชีพ


ทั้งนี้กรมสรรพากรกำหนดให้สามารถนำเบี้ยประกันหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตในแบบทั่วไปที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป


ขณะที่ปัจจุบัน สถานการณ์ดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ระดับต่ำ ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงเหลือเพียง 1.25% ทำให้บริษัทประกันชีวิตหลายค่าย ตัดสินใจขายประกันสะสมทรัพย์ที่การันตีผลตอบแทน ทิ้งทวนในปีนี้
โดยนายกสมาคมประกันชีวิตไทย “นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์”  แนะนำว่า ในยุคดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนของนักลงทุนเป็นอย่างมาก ดังนั้น นักลงทุนและมนุษย์เงินเดือน จึงควรปรับพอร์ตและวางแผนการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากสภาวะดอกเบี้ยที่ลดลง และถือเป็นการกระจายพอร์ตลงทุน


“แบบประกันยอดนิยมที่ฝึกวินัยการออมในรูปแบบประกันสะสมทรัพย์ ซึ่ง ณ วินาทีนี้ หากจะซื้อหาไว้ถือว่าเป็นช่วงนาทีทองเพราะเมื่อเทียบกับตลาดการเงินโดยรวมแล้วยังจัดว่าให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง “


ทั้งนี้ผลตอบแทนของประกันสะสมทรัพย์ที่จะได้รับ จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบที่มีเงินคืนระหว่างปี หรือเลือกรับผลประโยชน์เต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดสัญญา โดยไม่ต้องเสียภาษี


สำหรับแบบประกันสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ที่ยังมีเสนอขายในท้องตลาดเวลานี้ อาทิเช่น ค่ายไทยประกันชีวิต  กำลังขาย”ประกันธนทวี 15/6” ซึ่งจะเป็นการชำระเบี้ย 6 ปี รับเงินคืนปีละ 14%และครบสัญญารับเงินคืนอีก 600% รวมเงินคืนตลอดสัญญาสูง 800%  ซึ่งแบบประกันนี้จะเปิดซื้อเบี้ยขั้นต่ำ 20,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบโดยรวมผลตอบแทนเฉลี่ย 3%ต่อปี ตลอดอายุกรมธรรม์ แต่แบบประกันนี้จะเปิดขายถึงสิ้นเดือนธ.ค. ปีนี้เท่านั้น


ส่วนบมจ.กรุงเทพประกันชีวิต กำลังขาย “แอลเอ แฮปปี้เซฟวิ่ง  1.26”  คือ ชำระเบี้ย 6 ปีให้ความคุ้มครอง 12ปี โดยจะได้รับเงินคืนทุกปี 4ปี ตามอัตราตั้งแต่ 3% และ 6% และ9% ตามลำดับ  และวันครบกำหนดอายุกรมธรรม์รับอีก 600% หรือรวมผลประโยชน์ที่จะได้รับตลอดสัญญา 663% แบบประกันนี้เริ่มต้นเบี้ยที่ระดับ 50,000 บาทต่อปี


ส่วนบมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต “คุณนุสรา” กรรมการผู้จัดการบริษัท กล่าวว่า ประกันสะสมทรัพย์ที่ขายในตลาดเวลานี้ถึงสิ้นปีนี้ คือ “โอเซี่ยนไลฟ์ เซฟรับทรัพย์ 14-7” ซึ่งจ่ายเบี้ย 7 ปี รับความคุ้มครอง 14 ปี โดย
ทุกสิ้นปีที่ 1-13 จะได้รับเงินคืน 5%ของจำนวนเอาประกันภัย และเมื่อครบสัญญารับเงิน 775% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยผลประโยชน์ตลอดสัญญาสูงถึง 840% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
และเริ่มรับประกันตั้งแต่อายุ 30 วัน – 70 ปี และไม่จำกัดเงินเอาประกันภัยสูงสุด


ส่วนบมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL)ล่าสุด เปิดขายประกันสะสมทรัพย์ “เมืองไทย เพอร์เฟค เซฟวิ่ง 11/3 “ ซึ่งชำระเบี้ย 3 ปี ได้รับความคุ้มครองยาว 11 ปี โดยจะได้รับเงินคืนทุกปี ปีละ6%และเมื่อครบสัญญา รับเงินก้อนอีก 310% รวมผลประโยชน์ทั้งสิ้น 370%ของจำนวนเงินที่เอาประกันภัย(ทุนประกัน) ซึ่งประกันตัวนี้จะขายผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น คือ ผ่านแอปพลิเคชั่นและเว็บไซด์Shopee ภายใต้ชื่อร้านค้า “Muang The Life Official”ซึ่งตัวนี้ยังเป็นการันตีผลตอบแทนอยู่


ขณะเดียวกัน ขณะนี้บริษัทได้เน้นประกันสะสมทรัพย์ที่อ้างอิงการลงทุน ชื่อว่า “เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 10/1” จะเป็นแบบ 3 in 1  คือให้ความคุ้มครองชีวิต110%ตลอดอายุสัญญาคุ้มครองเงินต้นโดยการันตีเพียง”เงินที่จ่ายจะไม่สูญหาย”เมื่อครบสัญญา ส่วนผลตอบแทนจะได้มาจากการลงทุนในรูปของเงินปันผลซึ่งอ้างอิงตามดัชนี Citi Global Multi Asset Index  ทั้งนี้แบบประกันของ MTLจะไม่เหมือนแบบประกันสะสมทรัพย์ 3 ค่ายแรกที่การันตีผลตอบแทน 


“สาระ ล่ำซำ” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากเทรนด์ดอกเบี้ยต่ำ การออกแบบประกันที่การันตีผลตอบแทน จะทำให้การหาสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่การันตีในระยะยาว เป็นเรื่องที่ยากขึ้น ดังนั้น ปีหน้าจะเห็นแบบประกันสะสมทรัพย์ ที่ออกแบบลักษณะผลตอบแทนอ้างอิงจากการลงทุน  แต่อาจจะมีแบบประกันสะสมทรัพย์ที่การันตีผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ผลตอบแทนที่ได้จะลดลงต่ำกว่าปีนี้แน่นอน


สอดคล้องกับมุมมองของนายกสมาคมประกันชีวิต ได้กล่าวว่า จะเริ่มเห็นบริษัทประกันชีวิตต่างเริ่มทยอยปรับสินค้าประเภทการันตี หรือให้ผลตอบแทนสูง เพราะสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ดังนั้น ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนสูง อาจต้องรีบตัดสินใจ


“แต่ก่อนตัดสินใจลงทุน สิ่งแรกควรพิจารณาถึงความสามารถในชำระและระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ด้วย”


ส่วนผู้ที่มีแบบประกันสะสมทรัพย์ไว้อยู่แล้ว คุณนุสรา แนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้ขาดผลบังคับ เพราะไม่ว่าภาวะเศรฐกิจจะเป็นอย่างไรบริษัทประกันชีวิตจะรักษาสัญญาและจ่ายผลประโยชน์ให้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์เสมอ


พร้อมกันนี้ คุณนุสรา ได้บอกว่า ในช่วงสิ้นปีบริษัทประกันชีวิตจะเตรียมแจ้งลูกค้าและส่งแบบฟอร์มขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพให้ลูกค้าลงนามยินยอมเพื่อยืนยันการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาในปี 2562 หากไม่ลงนามยินยอมในเอกสารก็จะไม่สามารถขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้


ดังนั้นผู้ถือแบบประกัน จะต้องใส่ใจและติดตามกับตัวแทนประกัน เพื่อนักษาสิทธิลดหย่อนภาษีสำคัญนี้ด้วย


ช่วงที่เหลือ 2 เดือนท้ายนี้ ถือเป็นโอกาสทองของมนุษย์เงินเดือน ฟรีเแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจทั้งหลายที่อยากได้ทั้งความคุ้มครอง ผลตอบแทนและการหักลดหย่อนภาษี


การถือประกันสะสมทรัพย์ ถือเป็นการกระจายการลงทุนประเภทหนึ่งที่ปีนี้ยังสามารถผลตอบแทนดึงดูดเฉลี่ย 3% แต่ปี 2563 อาจจะมีการปรับลดลงมาต่ำระดับ  2 - 2.5 % หรือเป็นผลตอบแทนที่ขึ้นกับการลงทุนแทนการการันตีแล้ว ซึ่งอาจทำให้เสน่ห์ของประกันสะสมทรัพย์ลดน้อยลงได้

Share: