4 หุ้นเครื่องสำอาง กับเงินที่หายไปเกิน 7 หมื่นล้าน

ความ “ฮอตฮิต” ของหุ้นกลุ่มเครื่องสำอางมีกระแสความ “ร้อนแรง” อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เหล่านักลงทุนทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ ที่อยากอยากจับจองเป็นเจ้าของ ต่างพาเหรดเคาะขวากันอย่างคับคั่ง ทั้ง DDD, BEAUTY,KAMART และ DOD

 

หุ้นกลุ่มนี้ถือเป็น “จุดดึงดูดเงิน” ในกระเป๋าของนักลงทุนได้จำนวนมาก ทำให้ “กำไรจากส่วนต่างของราคา” (Capital Gain) ที่ขยับพุ่งขึ้นไปทันทีในช่วงที่ผ่านมา แต่วันเวลาผ่านไปไม่นาน นักลงทุนคงจำได้ดี หุ้นกลุ่มนี้เหมือน “นางฟ้าตกสวรรค์ทันที”

 

 

อะไรทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้?

 

จำกันได้ไหม หุ้นกลุ่มธุรกิจความงาม ต่างปรับตัวลดลงกันทั้งแผง ซึ่งเป็นสาเหตุมาจาก ผลกระทบจากสินค้าปลอมในช่วงเวลานั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวได้รับ sentiment เชิงลบตามไปด้วย อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวยังไม่จางหาย ก็ยังมีประเด็นใหม่เพิ่มเข้ามา นั่นคือ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังปรับตัวลดลงในช่วงเวลานั้น ทำให้ยอดขายปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ส่วนการส่งออกสินค้าก็เช่นกัน ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างว่ากันว่า ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนอีกด้วย

 

 

ดังนั้นหลายๆ ฝ่ายต่างมองว่า เป็นเหตุให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจาก “พี่ใหญ่” อย่าง KAMART (เทรดวันแรก 17 ม.ค. 2538) เมื่อย้อนไปในระยะเวลา 3 ปี (2560-2562) หุ้น KAMART เคยทำจุดสูงสุดที่ราคา 10.20 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลงลงอย่างต่อเนื่องจนทำจุดต่ำสุดที่ราคา 3.34 บาท ล่าสุดวันที่ 2 ธ.ค.ทำราคาอยู่ที่ 3.78 บาท ลดลง 58%

 

 

โดยเมื่อปี 2560 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เติบโตสูงถึง 6,467.99 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2561 ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2,991.99 ล้านบาท และล่าสุดในปัจจุบัน (2 ธ.ค.2562) มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 3,326.39 ล้านบาท

 

 

ต่อมาหุ้นพี่รองอย่าง BEAUTY (เทรดวันแรก 12 ธ.ค. 2555) ซึ่งย้อนไปในระยะเวลา 3 ปีเช่นเดียวกัน BEAUTY เคยทำจุดสูงสุดที่ราคา 23.70 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลงลงอย่างต่อเนื่องจนทำจุดต่ำสุดที่ราคา 1.85 บาท และล่าสุดวันที่ 2 ธ.ค.ทำราคาอยู่ที่ 1.86 บาท ลดลง 82.22% โดยเมื่อปี 2560 มีมาร์เก็ตแคป 62,456.88 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2561 ปรับลดลงเหลือ 19,690.71 ล้านบาท และล่าสุด (2 ธ.ค.2562) อยู่ที่ 5,592.78 ล้านบาท

 


ขณะที่ DDD เข้าเทรดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2560 เปิดการซื้อขายที่ราคา 99 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 45.75 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 86.32% จากราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 53 บาทต่อหุ้น ก่อนจะมาปิดตลาดที่ราคา 85 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 32 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 60.38% ด้วยมูลค่าการซื้อขายในวันเดียวกันกว่า 5,799.36 ล้านบาท

 


อย่างที่ทราบกันว่า  DDD จะมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและมีลูกค้าใช้กันจำนวนมาก นั่นคือ “สเนลไวท์” ที่มีดาราหญิงตัวแม่ของวงการบันเทิงนั่งแท่นเป็นรีเซ็นเตอร์ให้หลายคน นอกจากนี้สเนลไวท์ ยังเป็นเครื่องสำอางที่ได้รับความนิยมของชาวจีนอีกด้วย

 

 

แต่วันเวลาผ่านไปไม่นาน นักลงทุนคงจำได้ดี DDD เหมือน “นางฟ้าตกสวรรค์ทันที” เช่นกัน โดยหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ หุ้น DDD เคยทำจุดสูงสุดที่ราคา 121 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำจุดต่ำสุดในวันที่ 21 ม.ค.2562 ที่ราคา  15.10 บาท โดยล่าสุด (2 ธ.ค.2562) ราคาหุ้น DDD ปิดการซื้อขายที่ 24.80 บาทปรับตัวลดลงราว 52.36% นับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จนถึงปัจจุบัน (2 ธ.ค.2562)

 


เมื่อปี 2560 ทาง DDD มีมาร์เก็ตแคปสูงถึง 27,966.00 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นปี 2561 ปรับตัวลดลงเหลือที่ระดับ 5,976.29 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปี 2562 มีสัญญาณที่ดีขึ้น ล่าสุด (2 ธ.ค.2562) มีมาร์เก็ตแคปปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7,883.61 ล้านบาท

 

 

สำหรับหุ้นน้องใหม่ของกลุ่มอย่าง DOD ที่เข้าเทรดวันแรกเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 โดยเปิดตลาดที่ราคา 10.60 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 1.30 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 13.98% จากราคา IPO ที่ราคา 9.30 บาทต่อหุ้น ก่อนจะมาปิดตลาดที่ราคาสูงสุดของวันที่ราคา 14.70 บาท เพิ่มขึ้น 5.40 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 58.06%

 

 

แต่เวลาผ่านไปเพียงปีกว่าๆเท่านั้น ราคาหุ้น DOD ได้ปรับตัวลดลงอย่างน่าผิดหวังให้กับนักลงทุน โดยตั้งแต่เข้าเทรดได้ทำราคาสูงสุดที่ 16.40 บาท หลังจากนั้นราคาได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนทำจุดต่ำสุดที่ 6.90 บาท และล่าสุดทำราคาปิดการซื้อขายที่  7.45 บาท ลดลง 19.89% จากราคาไอพีโอ หากเข้าไปดูเมื่อปี 2561 มีมาเก็ตแคปสูงถึง 5,576.00 ล้านบาท แต่ล่าสุดอยู่ที่ 3,054.50 ล้านบาท

 

 

มาร์เก็ตแคปที่หายไป

 

 

อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาร์เก็ตแคปของทั้ง 4 หลักทรัพย์ที่เรานำเสนอนั้นมารวมกัน นับจากปี 2561 จนถึงปัจจุบัน (2 ธ.ค.2562) มีมาร์เก็ตแคปเหลือเพียง 19,857.28 ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 ที่มีมาร์แคปรวมที่ 34,295.99 ล้านบาท แต่หากเราเทียบจากปี 2560  มีมาร์เก็ตแคปสูงถึง 96,890.87 ล้านบาท ปี 2560 เป็นมาร์เก็ตแคปจาก 3 หลักทรัพย์เท่านั้น เพราะDOD ยังไม่เข้าเทรด แต่หากคำนวณมาร์เก็ตแคปตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันหายไปกว่า 77,033.59 ล้านบาท

 

 

“ถ้าจะถามว่าเมื่อไหร่ “หุ้นนางฟ้า” อย่าง 4 ตัวนี้ จะกลับมาเสียที แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ต้องถามว่าเมื่อไหร่ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เพราะหากผลประกอบการกลับมาทำได้ดีอีกครั้ง มันคงสะท้อนราคาหุ้น และความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี”

 

 

Wealthy Thai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง อย่าง นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน DDD เกี่ยวกับแผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ โดยถ้อยคำสัมภาษณ์ของนายปิยวัชร มีดังนี้



นายปิยวัชร ยอมรับว่า รายได้ปี 2562 อาจทำได้ไม่ตามเป้าหมายที่วางไว้ 1,000 ล้านบาท หลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายต่อหัวชาวจีนที่ลดลง แต่มองว่าทิศทางช่วงไตรมาส 4/2562 ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2562 เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.-พ.ย.) ก็เห็นถึงการขยายตัวของยอดขายในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยยังคงเป้าหมายยอดขายในประเทศฟิลิปปินส์ไว้ที่ 100 ล้านบาท หลังมีการเติบโตขึ้นทุกไตรมาส พร้อมทั้งทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าภายในสิ้นปี 2562 จะสามารถปิดดีลการเข้าควบรวม หรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่เป็นแบรนด์เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health Care) ในประเทศไทย โดยมีมูลค่ามากกว่าแบรนด์ Oxe’cure หรือมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ล่าสุด บริษัท สกิน เมค สไมส์ จำกัด (SMS) หนึ่งในบริษัทย่อยของ DDD ร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทใหม่ “เจเอ็มเอส โกลบอล โซลูชัน” ร่วมกับ GP Club บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีเจ้าของแบรนด์สินค้า JMSolution ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าชาวจีน

 


ทั้งนี้การจัดตั้งบริษัทใหม่ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ GP Club ในประเทศไทย เบื้องต้นคาดว่าในช่วงไตรมาส 1-2/2563 โดยปีแรกวางเป้ารายได้100 ล้านบาท รวมถึงจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทไปยังประเทศในแถบเอเชีย โดยระยะแรกช่วงครึ่งปีหลัง 2563 คาดรุกตลาดจีน

 


ส่วนแผนการดำเนินงานปี 2563 คาดว่าจะเข้าบอร์ดช่วงเดือน ธ.ค.นี้ เบื้องต้นคาดว่าผลประกอบการจะเห็นการฟื้นตัวจากปี 2562 โดยจะเป็นการเติบโตมาจาก สเนลไวท์, Oxe’cure, JMSolution และการเข้าซื้อกิจการ อย่างไรก็ตามปี 2567 บริษัทยังคงเป้ารายได้รวมที่ 5,000 ล้านบาท

 

Share: